เสน่หาผีเสื้อราตรี
นักเขียน : ณรมล จรสจันทร์

อ่านการ์ตูน



“เชิญครับ”


สิ้นเสียง ประตูกระจกก็ถูกเปิดออกพร้อมกับกลุ่มคนสี่คนก้าวเข้ามาในห้อง นำโดยชายหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดี รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม เครื่องหน้าของผู้ชายคนนี้จัดว่าลงตัวทุกอย่าง แม้กระทั่งคนมองที่เป็นผู้ชายด้วยกันอย่างพชรกับภีมพลยังแอบทึ่งในใจ


ถัดมาเป็นชายหนุ่มอีกสองคนที่หน้าตาจัดว่าคมเข้มไม่น้อย และรูปร่างสูงใหญ่ไม่แพ้กัน คนหนึ่งนั้นเจาะหูใส่หมุดกลมเล็กๆ เรียงกันสามอัน ส่วนอีกคนนั้นสักลายเต็มแขนทั้งสองข้าง ไว้ผมทรงลานบิน และดูยิ้มแย้มตลอดเวลา


แต่คนที่ทำเอาพชรแทบหยุดหายใจลงตรงนั้น เห็นจะเป็นนักร้องนำหญิงของวง รูปหน้าเรียวเล็กรูปไข่ คิ้วดกดำได้รูปสวย จมูกเล็กๆ โด่งเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีนิลดำสนิทเสียจนเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงดูดด้วยพลังงานมหาศาลบางอย่าง จนไม่สามารถละสายตาไปไหนได้ แววตาของเธอระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับร้อยนับพันไหวระริกอยู่ในนั้น ริมฝีปากอิ่มเต็มก็น่าดูดดึง


มุมปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจ้านายคนใหม่ เธอชินเสียแล้วที่ถูกคนมองแบบนี้ แต่ก็ยังดีที่ไม่เห็นแววกรุ้มกริ่มจากเจ้านายหนุ่มทั้งสอง นั่นจึงทำให้รู้สึกเบาใจอยู่บ้าง


“เอาล่ะ... ที่ผมเรียกพวกคุณมาที่นี่ก็เพราะอยากจะให้รู้จักกับหุ้นส่วนของผมอีกคนหนึ่ง เขาเป็นเจ้าของที่นี่เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ได้แวะมาที่นี่บ่อยนัก...นี่คือคุณพชร หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าคุณโอมก็ได้ รบกวนช่วยแนะนำตัวกันหน่อยนะครับ”


ภีมพลกล่าวเป็นการเป็นงานกับทุกคน ไม่มีแววขี้เล่นเหมือนตอนที่อยู่กันสองคนกับเพื่อน นั่นก็เพราะเขาไม่ต้องการให้พนักงานมาปีนเกลียวใส่ เขาต้องการให้พนักงานทุกคนเห็น และเชื่อมั่นว่าเขาไม่ได้เปิดสถานบันเทิงแห่งนี้ขึ้นมาเพียงเพราะเงินเหลือกินเหลือใช้ แต่เขาเปิดเพราะรักที่จะทำจริงๆ ด้วยเหตุนี้ภีมพลจึงเป็นที่เคารพยำเกรงของทุกคนที่นี่มาก


“คริสครับ กีตาร์ลีด และนักร้องนำ” หนุ่มลูกครึ่งเป็นคนแนะนำตัวเองก่อนเป็นคนแรก


“จิลครับ มือเบส” ชายหนุ่มคนที่ใส่หมุดเรียงกันสามอันบนใบหูแนะนำตัวเองเป็นคนถัดมา


“ผมว่านครับ มือกลองครับผม” ชายหนุ่มคนสุดท้ายแนะนำตัวแล้วค้อมศีรษะให้เล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม บ่งบอกว่าเจ้าตัวนั้นเป็นคนอารมณ์ดีขนาดไหน


“ม็อทค่ะ นักร้องนำ” คนสุดท้ายเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม บอกชื่อของตัวเองเสร็จแล้วก็พนมมือไหว้ ภีมพลลอบสังเกตเพื่อนรัก พชรยังนั่งเฉยไม่ยกมือขึ้นรับไหว้เหมือนตกอยู่ในภวังค์จึงแกล้งเอาเท้าสะกิดใต้โต๊ะ


“อื้ม... ครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน” พอได้สติ พชรจึงยืดตัวมาข้างหน้าวางมือประสานกันไว้บนโต๊ะ พยายามบังคับสายตาไม่ให้มองไปที่หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม แล้วกวาดตามองชายหนุ่มทั้งสามคนแทน


“แล้วก็... ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้วงบัตเตอร์ฟลายมาเล่นให้กับคลับของเรา ผมหวังว่าพวกคุณจะแฮปปี้กับที่นี่นะครับ” พชรยิ้มให้ทุกคนอย่างเป็นมิตร เขาไม่รู้ว่าเหตุผลใดที่วงดนตรีอันโด่งดังวงนี้ไม่ยอมต่อสัญญากับที่เดิม แต่ถ้าให้เดาก็คงเป็นปัญหาภายใน หรือไม่ก็อาจจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์มากกว่า


“เอาละครับ อีกเดี๋ยวครึ่งชั่วโมงพวกคุณต้องขึ้นแสดงอีก ผมไม่รบกวนพวกคุณแล้ว ขอบคุณมากครับที่มา”


ภีมพลลุกขึ้นยืน เอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง สมาชิกวงทั้งหมดค้อมศีรษะให้แล้วค่อยๆ ทยอยกันออกไปจากห้อง และทันทีที่ประตูห้องปิดสนิท พชรก็ถอนหายใจออกมาอย่างแรงราวกับเมื่อครู่เขากลั้นหายใจไว้นานเกินไป ภีมพลหันมาเห็นท่าทางของเพื่อนถึงกับขำจนตัวโยน


“หัวเราะอะไรของแกวะ ไอ้ภีม” พชรหันไปทำหน้าดุใส่เพื่อนสนิท ที่ดูเหมือนจะอ่านใจเขาออกไปเสียทุกเรื่อง


“ท่องไว้นะเพื่อน กฎของพวกเรา ไม่กินไก่วัด หรือถ้านายอยากจะแหกกฎละก็ ขอแนะนำให้เอาไปกินในที่ลับตาหน่อย ไม่งั้นมันจะเสียการปกครอง” ภีมพลเบี่ยงสะโพกขึ้นนั่งบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่พลางยักคิ้วให้เพื่อนอย่างล้อเลียน


“ถ้าไก่มันน่ากิน ก็คุ้มที่จะลองแหกกฎไม่ใช่หรือวะ” พชรลุกขึ้นเดินไปแหวกผ้าม่านเพื่อดูบรรยากาศภายนอก เห็นผู้คนเบียดเสียดกันเต็มพื้นที่แล้วก็ยิ้มออก ใครจะเชื่อว่าวงดนตรีวงนั้นจะดึงดูดผู้คนได้มากขนาดนี้


“แต่ว่าตอนนี้ ฉันขอไปสานต่อกับแม่สาวเนื้อนุ่มก่อนดีกว่า นายจะเอาด้วยไหม ฉันจะได้ให้คุณแมทไปบอกให้” ภีมพลหมายถึงผู้จัดการร้านหนุ่มหล่อคนใหม่ ซึ่งเป็นตัวดึงดูดให้สาวๆ มาเที่ยวที่คลับแห่งนี้อีกคน


“ไหนล่ะ พวกนั้นนั่งกันโต๊ะไหน” พชรกวาดตามองหาโต๊ะของแม่สาวทรงโตที่ภีมพลเอ่ยถึงเพื่อต้องการดูหน้าของสาวๆ พวกนั้นว่าสวยเด็ดดวงสมราคาคุยของเพื่อนรักรึเปล่า ขณะที่ภีมพลเดินมาหยุดอยู่ข้างเพื่อน แล้วชี้ไปยังกลุ่มเป้าหมาย


“โน่น! โต๊ะนู้น นับจากโต๊ะหน้าเวทีไปทางขวาอีกสองโต๊ะ ที่มีสาวๆ นั่งกันอยู่สี่คนน่ะ นายเห็นรึยัง” พชรมองตามที่เพื่อนชี้ไปแล้วก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก สายตาจริงจังก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่มระยิบระยับขึ้นมาทันที


“คนไหนเด็ดสุด ฉันรู้ว่านายชิมมาหมดแล้ว รึไม่จริง” พชรหันไปถามเพื่อนที่ยืนยักไหล่ยิ้มกริ่มไม่ต่างกัน


“เด็ดสุดต้องน้องออย ชุดเกาะอกแดงนั่นน่ะ ยังกะนางเอกเอวีมาเอง รับรองเลยว่านายได้ซี้ดทั้งคืนแน่”


“งั้นก็คนนี้แหละ” ชายหนุ่มบอกเพื่อนทั้งที่สายตายังไม่ละไปจากสาวชุดแดงที่ภีมพลแนะนำมาว่าเด็ดเหลือเกิน ภีมพลไม่ขัดศรัทธาหยิบโทรศัทพ์ขึ้นมากดโทรออกไปหาผู้จัดการหนุ่มให้จัดการให้ทันที


“คุณแมท ผมวานคุณเดินไปที่โต๊ะของแนนนี่ให้หน่อยสิ บอกให้เธอขึ้นมาหาผม พาเพื่อนชื่อออยขึ้นมาด้วยนะ” สั่งเสร็จก็เดินไปหยิบสุรานอกที่อยู่ในตู้โชว์พร้อมกับแก้วเปล่าสองใบมาวางบนโต๊ะรับแขก จากนั้นก็จัดแจงรินน้ำสีอำพันยื่นส่งให้เพื่อนที่เดินตามมานั่งบนโซฟาเพื่อรอเวลาสนุกกับสาวๆ ที่เพื่อนแนะนำให้


รอไม่นานนัก ออดในห้องก็ดังขึ้นตามมาด้วยร่างสะโอดสะองของหญิงสาวสองคนเดินนวยนาดเข้ามา โดยมีผู้จัดการหนุ่มหล่อเปิดและปิดประตูให้อย่างรู้หน้าที่


“คุยธุระกันเสร็จแล้วหรือคะ ถึงเรียกหาแนนนี่ได้น่ะ” หญิงสาวคนเดิมที่พชรเห็นนัวเนียกับภีมพลเมื่อตอนเปิดประตูเข้ามาเป็นคนเอ่ยปากขึ้นก่อน เจ้าตัวพาร่างอันอวบอัดเข้าไปเบียดกระแซะกับภีมพลจนแทบจะนั่งเกยกัน


“แหม... ไม่กล้าคุยนานหรอกจ้ะ กลัวว่าถ้าคุยนานแล้วจะมีพวกหนุ่มๆ มาโฉบสาวสวยของผมไปเสียก่อนน่ะสิ ขืนมีใครโฉบไปคืนนี้ได้นอนแห้งเหี่ยวหัวโตแน่เลย” ภีมพลออเซาะหญิงสาว มือก็ลูบไล้ไปตามต้นขาขาวเนียนของเจ้าหล่อน ก่อนจะค่อยๆ กระเถิบสูงขึ้นๆ จนผลุบหายเข้าไปในเดรสสีดำ


“น้องออยครับ เพื่อนพี่เขาอยากรู้จักน้องออย พี่วานน้องออยนั่งคุยเป็นเพื่อนไอ้โอมเพื่อนพี่หน่อยนะ พี่กลัวมันจะเหงา เวลาที่พี่ไป...” ไม่มีใครรู้ว่าเขาใช้มือทำอะไรภายใต้เดรสสีดำตัวนั้น แต่ฟังจากเสียงครางที่ไม่เบานักของหญิงสาวที่เบียดอยู่ก็พอจะเดาได้ไม่ยาก ส่วนหญิงสาวที่ถูกฝากฝังก็ยิ้มยั่วใส่อีกฝ่ายทันที


“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่ภีม เดี๋ยวน้องออยจัดให้” สาวสวยหันไปขยิบตาให้พชร ก่อนจะเข้าไปนั่งเบียดกับชายหนุ่ม ไม่มีใครรู้หรอกว่าเธอดีใจมากแค่ไหนที่ถูกเรียกให้ขึ้นมาบนนี้ ยิ่งคนที่เธอจงใจใช้หน้าอกอวบๆ เบียดกับต้นแขนเขานั้น เธอรู้ดีเชียวละว่าเขาเป็นถึงเจ้าของบริษัทนำเข้ารถยนต์ยุโรปยี่ห้อดัง ถ้าจับเขาได้มีหวังสบายไปทั้งชาติ และคืนนี้เธอจะปรนเปรอเขาให้สำลักความสุขไปตลอดคืน ไม่ติดอกติดใจก็ให้มันรู้ไป!


ภีมพลยิ้มกว้าง ก่อนจะขยิบตาให้คู่ขาของตนลุกขึ้นเพื่อพาเจ้าหล่อนไปตักตวงความสุขกันบนห้องพักที่อยู่ชั้นสาม โดยทิ้งให้พชรอยู่กับหญิงสาวชุดแดงเพลิงเพียงลำพังในห้อง ก่อนออกไปเขายังหวังดีหันมาบอกเพื่อน


“อย่าลืมล็อกประตูดีๆ ด้วยล่ะเพื่อน”


ลับร่างของสองคนที่เกี่ยวก้อยกันออกไปจากห้อง หญิงสาวก็เดินกดล็อกประตูอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะเดินนวยนาดขึ้นมานั่งแหมะอยู่บนตักของพชรโดยไม่ต้องเชื้อเชิญ


ด้านหน้าห้องสำหรับผู้บริหารที่พชรกำลังสนุกสุดเหวี่ยงอยู่กับแม่สาวไฟแรงสูง ปรากฏร่างของใครคนหนึ่งในมุมสลัวของทางเดิน ร่างนั้นสั่นเทิ้ม มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาแดงก่ำดุกร้าวมองไปยังบานประตูห้องนั้นอย่างเดือดดาล ราวกับต้องการแผดเผาคนที่อยู่ในห้องนั้นให้มอดไหม้กลายเป็นจุล

 

☆☆☆

 

ตีหนึ่งเป็นเวลาที่การแสดงดนตรีสดจบลง จากนั้นทางคลับก็จะเปิดเพลงจากแผ่นโดยมีทีมดีเจรับหน้าที่เป็นคนดูแลตรงนี้ต่อ เมื่อได้เวลากลับบ้าน สมาชิกในวงก็เตรียมเก็บข้าวของเพื่อขนขึ้นรถตู้ประจำวง


“ฉันว่าที่นี่ก็ไม่เลวนะเพื่อน เงินดีกว่าที่เก่า สาวสวยมีระดับ แถมคลับก็ดูหรูกว่าด้วย” ว่านพูดขึ้นพลางกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม


“เจ้านายก็ดูไม่หน้าหม้อด้วยใช่ไหมไอ้ม็อท” จิลหันไปมองนักร้องนำสาว ที่กำลังพับเสื้อหนังของตัวเองใส่กระเป๋า


“แล้วคริสมันหายไปไหนวะ จะตีหนึ่งครึ่งแล้วเนี่ย พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้านะเว้ย” ว่านหันไปบ่นกับเพื่อนร่วมวง เมื่อมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นหัวหน้าวงอยู่ในสายตา


“ไม่ใช่ไปรอที่รถแล้วหรือ” หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวพูดขึ้น ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ใกล้ตีหนึ่งครึ่งอย่างที่เพื่อนว่าจริงๆ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เพราะพรุ่งนี้มีธุระแต่เช้า


“เออว่ะ มันอาจจะไปยืนสูบบุหรี่รออยู่ที่รถแล้วก็ได้ แกเก็บของเสร็จรึยังม็อท” ว่านหันไปมองเพื่อน พอเห็นหญิงสาวพยักหน้าให้ จึงพากันเดินออกจากห้องพักพนักงานไปตามทางเดินสลัวที่มีเพียงแสงไฟสีน้ำเงินเข้มส่องสว่างให้พอเห็นพื้นที่กำลังเหยียบย่ำอยู่เท่านั้น


ทั้งหมดเดินไปถึงลานจอดรถฝั่งที่เป็นของพนักงานและผู้บริหาร แล้วตรงไปยังรถตู้สีขาว ซึ่งเป็นรถประจำวงในการขนเครื่องดนตรีเวลามาทำการแสดง ทว่าพอเดินไปถึงรถกลับไม่เห็นหัวหน้าวงที่ควรจะยืนอยู่ที่รถอย่างที่คิดกันไว้


“อ้าว... คริสไม่อยู่ที่นี่ว่ะ แล้วมันไปอยู่ไหนวะเนี่ย” จิลบ่นไม่จริงจังนัก หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงอาสาเข้าไปดูในผับให้อีกที เพราะตอนนี้เธอต้องการกลับบ้านเพื่อพักผ่อนเต็มทีแล้ว เพราะพรุ่งนี้มีนัดสัมภาษณ์งาน


“เดี๋ยวเราไปดูเอง จะไปเข้าห้องน้ำด้วย” พูดจบร่างระหงก็เดินออกจากลานจอดรถกลับเข้าไปในผับ หญิงสาวเดินผ่านทางเดินสลัวสีน้ำเงินเข้มนั้นอีกครั้ง เมื่อผ่านซอกมุมหนึ่งของทางเดิน ซึ่งจำได้ว่าซอกหลืบเล็กๆ มืดๆ ตรงนี้เป็นที่เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดของแม่บ้าน


แต่ตอนนี้มันกลับมีเสียงแปลกๆ ราวกับเสียงครางของผู้หญิง และเสียงเหมือนเนื้อผ้าเสียดสีกันดังมาจากในซอกหลืบนั้น เธอรีบสาวเท้าก้าวเร็วๆ ให้พ้นจากบริเวณนั้นทันทีเพื่อไปห้องน้ำของพนักงานที่อยู่ด้านใน


“บ้าจริง แทนที่จะไปหาโรงแรมกันก็หมดเรื่อง มาทำอะไรประเจิดประเจ้อแถวนี้ก็ไม่รู้”


ช่อมาลีบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำจนเสร็จสิ้นแล้วออกมายืนอยู่เพียงลำพังหน้าเคาน์เตอร์กระจกบานใหญ่ เวลาใกล้ตีสองอย่างนี้ส่วนใหญ่บรรดาพนักงานเสิร์ฟมักจะอยู่ในฮอลล์กันหมด เพราะหวังทิปจากนักเที่ยวทั้งหลายที่มักตบรางวัลให้พนักงานที่คอยดูแลเอาใจใส่ระหว่างนั่งดื่มกินกัน ยิ่งคลับหรูระดับนี้ทิปหนักอย่างไม่ต้องสงสัย


และที่สำคัญคือจะไม่มีใครกลับเข้ามาในอาคารพนักงานอีก เพราะทุกคนอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุดหลังจากเก็บโต๊ะด้านนอกเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็จะตอกบัตรหน้าประตูทางเข้าออฟฟิศส่วนที่เชื่อมกับฮอลล์แล้วกลับบ้านเลย โดยออกประตูเดียวกับลูกค้า เพราะใกล้กว่าประตูทางด้านหลัง


หญิงสาวออกมาจากห้องน้ำ หยุดยืนถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อคิดว่าต้องผ่านซอกหลืบมืดๆ นั่นอีก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เชิดหน้าขึ้นแล้วก้าวเท้าเร็วๆ พยายามไม่มองอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งถึงมุมที่ไม่อยากเยื้องย่างเข้าไปใกล้


พลันนั้นจู่ๆ เธอก็ต้องสะดุดลื่นไถลจนเผลอหวีดร้องออกมาเสียงดังลั่น โชคดีที่ตั้งหลักได้ทันจึงไม่ล้มก้นกระแทกพื้น ใจหล่นวูบตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อบริเวณที่ยืนอยู่ตรงนี้คือทางเข้าตรอกแคบๆ ที่ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังประกอบกามกิจกันเมื่อครู่


“ขะ... ขะ... ขอโทษค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเพียงเท่านั้นแล้วรีบวิ่งออกจากบริเวณนั้นทันที


“ใครมาทำน้ำหกตรงนั้นนะ บ้าชะมัด ตอนขาไปยังไม่มีเลย เกือบหกล้มแล้วไหมล่ะ” บ่นพลางเอามือกุมหัวใจที่เต้นกระหน่ำของตัวเองไปด้วย จนมาถึงลานจอดรถ เห็นร่างสูงใหญ่ของหัวหน้าวงยืนสูบบุหรี่พิงตัวรถอยู่จึงเดินเข้าไปหา


“นายหายไปไหนมาน่ะคริส” ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่กลับจ้องไปที่รองเท้าของเธออย่างสนใจ


“ม็อท! แกไปเหยียบน้ำอะไรมาน่ะ” ร่างสูงใหญ่ของคริสย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าแล้วเพ่งมองรอยบนรองเท้าของช่อมาลี หญิงสาวจึงก้มลงมองบ้าง ครั้นพอเห็นของเหลวหนืดๆ สีเข้มๆ ที่ตัวเองเหยียบจนเกือบลื่นล้มเมื่อครู่แล้วก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย พลางยกเท้าขึ้นมาดูพื้นรองเท้าของตัวเอง


“ไม่รู้สิ ไม่ได้สนใจ น้ำอะไรก็ไม่รู้ตรงซอกเก็บของน่ะ แต่ตอนขาไปยังไม่มีเลยนะ เพิ่งจะเห็นตอนขากลับออกมาเนี่ยแหละ” หญิงสาวตอบข้อสงสัยให้เพื่อน คริสจึงเอากระดาษทิชชูจากในรถมาซับรอยที่รองเท้าให้ จากนั้นก็เอาไฟฉายที่พกติดไว้ในรถมาส่องที่กระดาษนั้นเพื่อดูให้คลายความสงสัย พอเห็นว่าของเหลวที่เพื่อนสาวเหยียบมานั้นคืออะไร ชายหนุ่มก็ตาเบิกโพลง


“เฮ้ย!... นี่มัน... เลือดนี่หว่า!”




โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

ณรมล จรสจันทร์
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'เสน่ห...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด