บทเรียนร้ายของนายคลั่งรัก
นักเขียน : Omelette

อ่านการ์ตูน


“อายุเท่าไหร่หรือครับ?”


“ยี่สิบหกน่ะ”


“ผมยี่สิบสองนะครับ”


พอสบตากันก็รู้สึกแย่จนเหมือนตัวหดลง จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยได้ยินใครบอกว่าผมไหล่แคบสักครั้ง แต่พอมาเจอเด็กคนนี้ก็รู้เลยว่าไหล่ตัวเองแคบแค่ไหน ผมจิบกาแฟที่เย็นลงเล็กน้อย แล้วขยับถ้วยใบน้อยไปข้างๆ ก่อนจะส่งหนังสือแบบฝึกหัดที่เอามาด้วยให้เขา พวกนี้เป็นหนังสือที่ผมใช้สอนนักเรียนเก่าๆ แล้วรู้สึกว่าทุกคนต่างพัฒนาขึ้น


“แค่ซื้อหนังสือแบบฝึกหัดฉบับแก้ไขของปีนี้ก็ได้แล้ว... เรียนคุณแม่ให้ทราบแล้ว เตรียม...”


“จะใช้เล่มที่พี่สาวใช้ไปแล้วอีกหรือครับ?”


เด็กสมัยนี้เขาทำตัวตามสบายกันขนาดนี้เลยเหรอ แม้จะตกใจที่อยู่ๆ ก็ถูกเรียกว่าพี่สาว แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา นอกจากนี้ยังประหลาดใจกับคำพูดของเขามากกว่า ผมน่ะปกติเพราะอยากประหยัดก็จะใช้หนังสือร่วมกับนักเรียนไปด้วยเลย แค่ไปถ่ายเอกสารมาก็ได้แล้ว คราวนี้ก็คิดจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน ก็เลยต้องทำเป็นยิ้มให้คนที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแต่กลับดูเราออกซะทะลุปรุโปร่ง


“ฉันก็ต้อง...ซื้อใหม่เหมือนกัน”


“ปกติต้องซื้อมาให้เลยไม่ใช่หรือครับ?”


เกือบจะพูดออกไปแล้วเชียวว่า ‘ชิ เจ้าคนรวยนี่...’


“ตรงนี้มีพริกป่นติดอยู่”


“หา?”


เหมือนบทสนทนาจะแปลกไปเรื่อยๆ แล้ว มันควรจะเป็นการแนะนำตัว แล้วก็คุยกันว่าต่อไปจะสอนยังไงแบบนี้สิ คิดว่าน่าจะราบรื่นกว่านี้ แต่นี่กลับมาไหลตามคำพูดของเจ้าเด็กอายุยี่สิบสองคนนี้ซะอย่างนั้น ผมจับแขนเสื้อที่มีผงพริกป่นติดอยู่ก่อนจะใช้เล็บเขี่ยออกไป


“ผมว่าต้องล้างน้ำนะนั่น...”


“อย่างนั้นเหรอ...งั้น”


ผมลุกขึ้นเพื่อไปห้องน้ำ เคลื่อนไหวเหมือนกับเป็นรถที่เขาบังคับอยู่ จริงๆ แล้วตั้งแต่เข้ามาในบ้านหลังนี้ก็รู้สึกเหมือนกับว่าเท้าไม่ได้แตะพื้นเลย ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เดินห่อเท้าอยู่หรือเปล่า


“ทางนี้ครับ”


เขาเดินมาทางที่ผมกำลังจะเดินออกไป แล้วชี้ให้ดูประตูสีน้ำตาลที่อยู่ข้างประตูบานเลื่อน ในห้องนั้นมีห้องน้ำอยู่ ผมรีบเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะกวักน้ำมาล้างแขนเสื้อจนเปียกชุ่มเป็นดวงๆ ไปหมด ถูที่รอยเปื้อนแรงๆ ให้สีแดงหายไปมากที่สุด แต่จู่ๆ ก็ปวดปัสสาวะขึ้นมา ผมค่อยๆ ถอดกางเกงลงอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ นั่งยองๆ ลงไปบนโถส้วม แบบนี้คงดีกว่าทำตัวให้ใครมาสงสัย


“ล้างออกแล้วหรือครับ”


“อืม”


“คงจะเย็นน่าดูนะครับ”


“ไม่เป็นไร”


ผมกำแขนเสื้อที่เปียกชื้นเอาไว้ ตั้งใจว่าจะไม่คุยอะไรไปเรื่อยเปื่อยแล้ว แล้วก็ยื่นหนังสือแบบฝึกหัดที่เอามาด้วยไปตรงอกของชายหนุ่ม


“ฉี่แล้วเหรอครับ?”


“หืม?”


“ถามว่าฉี่แล้วเหรอครับ”


“ฉะ ฉี่?”


“ครับ ชี่...”


เขาทำเสียงชี่ยาวๆ อย่างกับแม่ที่ส่งเสียงกระตุ้นลูกตอนปัสสาวะอย่างนั้นแหละ


“......”


“ผมได้ยินหมดแหละครับ”


“ขะ ขอโทษ”


“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องขอโทษนี่ครับ


อับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี อยากจะเลิกสอนแล้วออกไปซะที แม้ที่นี่จะมีทางเดินหรูหราอย่างกับแกลเลอรีก็เถอะ ตอนนี้ชักอยากกลับไปที่แคบๆ ดมกลิ่นอับๆ ที่คุ้นเคยแล้วละ


“วันนี้พอแค่นี้แหละ ให้เตรียมตัวอย่างที่บอกไป”


ผมรีบหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไปอย่างกับมีใครไล่ออกมา ไม่มีใครรั้งผมไว้ แม้จะได้ยินคุณป้าถามว่า “จะกลับแล้วหรือคะ?” ก็ไม่ได้ตอบกลับไป หลังจากกระวีกระวาดออกมาจากตึกสูงนั่นได้ ก็รู้สึกว่าสติคืนกลับมาอย่างน่าขำ ก่อนจะถึงบ้านก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ลองชิมขนมปังรูปหอยสีเหลืองเหมือนกับลูกเจี๊ยบนั่นเลย



เวลาที่เหลือจากที่ไม่มีสอนพิเศษในวันนี้ก็มานั่งมองคราบดำๆ บนเพดาน เป็นรอยเปื้อนที่เกิดขึ้นหลังจากฤดูฝนนั่นเอง แม้จะลองใช้น้ำยาขจัดคราบก็ไม่ได้ผล เพียงแค่มีรอยฟอกสีเหลือเอาไว้ อีกครึ่งหนึ่งก็เหลือรอยที่ล้างไม่ออกเหมือนเดิม ทันใดนั้นก็นึกถึงตัวเองตอนที่วิ่งออกมาจากบ้านหลังนั้น คงจะตลกน่าดู ผมเห็นวิกผมสีน้ำตาลที่โยนทิ้งไว้ทีไรก็ต้องทำหน้าบิดเบี้ยวทุกที


โทรศัพท์ที่วางคว่ำเอาไว้สั่น เห็นเบอร์ที่ไม่รู้จักก็คิดว่าเป็นสแปมแน่ๆ ผมหยิบโทรศัพท์ที่กำลังสั่นขึ้นมาเป็นกระจกสำรวจใบหน้า ก็ไม่ได้เป็นคนที่ดูเห่ยอะไรขนาดนั้น ยังเคยได้ยินคนที่เรียนด้วยกันบอกว่าตอนที่เจอครั้งแรกคิดว่าเป็นคนที่เฉียบแหลมด้วยซ้ำไป ตอนเข้าโรงเรียนครั้งแรกก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงจะสนิทกับเพื่อนร่วมชั้น เพราะพวกเขาคิดว่าผมเป็นคนที่ซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วผมก็มีอารมณ์ขันแบบที่ไม่น่ามี จนหลายครั้งที่ใครๆ ก็คิดว่า ‘เป็นคนที่มีนิสัยไม่ตรงกับรูปลักษณ์ภายนอก’ เอาซะเลย แต่เรื่องพวกนี้เป็นอดีตไปแล้ว เดี๋ยวนี้จะหัวเราะให้กับเรื่องตลกง่ายๆ ยังไม่ค่อยมีโอกาส เพราะความจริงที่เผชิญอยู่ตรงหน้าค่อนข้างหนักเอาการ


ผมนอนแผ่หราเช็กยอดเงินคงเหลือในบัญชีที่ไม่เพิ่มขึ้น ถึงดูไปแล้วยอดเงินจะไม่ลดลง แต่ผมก็คอยเช็กยอดเงินคงเหลือวันละครั้งทุกวัน มีเดือนที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ถ้าเก็บเงินไปจนถึงเดือนนั้นก็จะได้สิบล้านวอน ก่อนหน้าที่ไปเข้ากรมทหารทำให้ขาดรายได้ ตอนนี้จึงต้องเร่งหาเงิน แต่ยังโชคดีที่มีงานพิเศษกะกลางคืนวันหยุดที่ร้านสะดวกซื้ออีกงาน จึงพอเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละเดือนได้


แม้จะไม่รู้ว่าต้องหาเงินอีกเท่าไหร่ แต่สำหรับครูสอนพิเศษอย่างผมแล้ว อิจฉาพนักงานบริษัทหรือไม่ก็เด็กที่ยังขอเงินพ่อแม่ที่ได้รับเงินเดือนทุกๆ เดือนมาก เด็กนั่นมีกระทั่งห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัวหรือนี่ เป็นเรื่องที่คนที่เคยอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ ใช้ห้องน้ำรวมอย่างผมจินตนาการไม่ถึงเลยละ ห้องน้ำนั่นกว้างขนาดเอาผ้าห่มไปปูนอนได้ ผมก็ได้แต่ท่องซ้ำๆ อย่างกับเป็นบทสวดว่าสิบล้าน สิบล้าน



อีกฝ่ายบุ้ยปากชี้ให้ผมดูหนังสือแบบฝึกหัดอีกฝั่งหนึ่งที่มีกองหนังสือซ้อนกันอยู่ เห็นหนังสือสองกองที่วางแยกกันอยู่ก็พบว่าเป็นหนังสือแบบเดียวกันแต่แยกเป็นสองชุด ไม่ใส่ใจคำพูดของเราเลย แถมยังจัดเตรียมหนังสือตามที่บอกไว้อีกด้วย


“ผมซื้อของครูมาด้วยนะครับ”


“...ขอบใจนะ”


“แค่นั้นหรือครับ?”


“แล้วจะให้ทำอะไร”


“อืม...”


ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบออกมาแบบไม่ใส่ใจ


“ผูกผมหน่อยได้ไหมครับ?”


“ผมน่ะหรือ?”


ส่วนใหญ่จะต้องขอให้ไม่สั่งการบ้านหรือลดเวลาเรียนแบบนั้นสิ แต่อย่างไรก็ตาม โชคดีไปที่เคยฝึกผูกผมโดยไม่ให้วิกขยับจากที่บ้านมาหลายครั้ง จึงรวบผมไปข้างหลังตามที่นักเรียนต้องการ


“ไม่รำคาญหรือครับ ผมมันตกลงมาตลอดเลย”


“อา...นั่นสินะ”


“เดี๋ยวผมเอายางรัดผมให้ครับ”


เสียงเปิดลิ้นชักดังเข้ามาในหู ชายหนุ่มเปิดลิ้นชักเล็กๆ ที่โต๊ะเข้าๆ ออกๆ หลายครั้งแล้วหยิบยางผูกผมมาจากลิ้นชักล่างสุด สงสัยจะบอกครูผู้หญิงคนก่อนๆ ให้ทำตามที่ตัวเองต้องการแบบนี้เหมือนกันสินะ ไม่งั้นก็คงไม่มียางผูกผมของผู้หญิงอยู่ในห้องของตัวเองแน่ๆ


ผมเลือกยางรัดผมสีดำมาเส้นหนึ่ง รวบผมเข้าด้วยกันไว้ข้างหลัง แล้วก็รู้สึกถึงสายตาว่างเปล่าที่มองอยู่ มันทำให้อึดอัดใจแปลกๆ ชักอยากหันไปผูกด้านข้างคนเดียวเหมือนกับเวลาที่ดื่มเหล้ากับผู้ใหญ่* ผมตั้งอกตั้งใจผูกผม แต่ตอนที่กลืนน้ำลายนั่นเอง กลายเป็นทำให้อะไรบางอย่างเปิดเผยออกมา ลูกกระเดือกกลมๆ เล็กๆ ของผมขยับอยู่ ชายหนุ่มแตะลูกกระเดือกของผม


(*วัฒนธรรมเกาหลีใต้เมื่อดื่มเหล้ากับผู้ใหญ่จะต้องหันแก้วไปดื่มด้านข้าง ไม่ดื่มตรงๆ)


“อ่า มีลูกกระเดือกด้วย”


“อืม”


ผมกระแอมไอเล็กน้อย แล้วปัดหางม้าไปพาดไหล่ซ้าย


“น่าประหลาดใจจัง”


“มันเป็นปมด้อยของฉันน่ะ”


“งั้นหรือครับ?”


“งั้นเริ่มเรียนกันเลยไหม ผมก็ผูกแล้ว”


ผมอธิบายบทเรียนซ้ำไปซ้ำมาจนน้ำลายในปากแทบจะแห้ง เข็มยาวของนาฬิกาวนมาหนึ่งรอบครึ่ง เขาเป็นนักเรียนเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เนื้อหาขั้นพื้นฐานก็ยังไม่แน่น ห่างชั้นกับนักเรียนคนอื่นอยู่มาก เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือนแบบนี้ ท่าทางจะสอบไม่ติดแน่ๆ แถมตอนนี้ก็ยังทำตัวสบายๆ ถ้าใครมาเห็นผมสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษง่ายๆ จากเนื้อเรื่องแบบนี้ละก็ คงเข้าใจผิดกันเป็นแถบว่านี่สอนระดับอนุบาลสามอยู่หรือเปล่า


เวลาผ่านไป ผมก็รู้สึกรั้นขึ้นมาพอสมควร เพราะอยากจะสอนทุกๆ อย่างให้กับคนที่เป็นเหมือนกระดาษขาวว่างเปล่าอย่างเขา ที่ผ่านมามีใครสอนเขาแบบจริงจังบ้างไหมนะ เขาอ่านบทความภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่พอใช้ได้ ผมมัวแต่ตั้งใจสอนเขา เพราะอย่างนั้นจึงไม่ได้เห็นสายตาของเขาที่จ้องมองมาอย่างโจ่งแจ้ง


“วันนี้แค่นี้แล้วกัน”


“......”


“เดี๋ยวจะให้การบ้านนะ”


เขาต่างจากที่คาดเอาไว้ ไม่ว่าผมจะอธิบายอะไรไป เขาก็ไม่สนใจมากนัก ถ้าเข้าใจก็คือเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็ปล่อยผ่านไป พอบอกว่ามีการบ้าน เขาก็แค่พยักหน้าเฉยๆ เช่นเดียวกับพวกที่นั่งเหม่อลอยในชั้นเรียน พวกนี้ก็มักจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ นายคนนี้ก็เช่นกัน ช่างตรงข้ามกับที่จินตนาการไว้จริงๆ


“งั้นเจอกันอาทิตย์หน้านะ”


ผมพับมุมสามเหลี่ยมคั่นหน้าไว้ที่หนังสือแบบฝึกหัด แล้วจู่ๆ ชอนเจริมที่นั่งมองผมอยู่เงียบๆ ก็เปิดปากขึ้นมา


“กินข้าวด้วยกันก่อนไหมครับ?”


“ข้าว?”


“คุณป้าเขาทำไว้ให้ กินคนเดียวคงเบื่อ แล้วก็ไม่อร่อยแน่ๆ”


“คุณพ่อคุณแม่จะกลับมาช้าเหรอ?”


นี่ก็เกือบจะสี่ทุ่มอยู่แล้ว แต่บ้านหลังใหญ่นี่ก็ยังคงเงียบอยู่เหมือนเดิม


ไม่มีคำตอบ


“โอเค ถ้าอย่างนั้นก็ไปกินด้วยกันเถอะ”





โปรดติดตามตอนต่อไป


เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

Omelette
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'บทเรี...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด