บทเรียนร้ายของนายคลั่งรัก
นักเขียน : Omelette

อ่านการ์ตูน



ครั้งแรกที่ผมได้พบกับเขาคือตอนที่ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง


ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนใช้บัตรเครดิตของพ่อแม่อย่างไม่เกรงใจ ผมกลับมานั่งเทียบราคาบะหมี่ถ้วย เอาแต่อ้างว่าต้องทำงานพิเศษเพื่อจะได้ไม่ต้องไปดื่มเหล้ากระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ทุกครั้ง ผมไม่ได้โกหกนะ ทั้งสามร้อยหกสิบห้าวันผมต้องดิ้นรนอยู่ทุกวัน เพราะต้องหาเงินทั้งค่าเทอม ทั้งค่ากินค่าอยู่ เลยต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับงานพิเศษมากกว่าคนอื่น


วันนี้ผมมาเจอกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่สนิทกันมากขึ้นเพราะทำงานกลุ่มด้วยกันที่ร้านทงคัตสึ


หลังปลดประจำการ ผมก็ได้กลับมาสะพายกระเป๋าเรียนหนังสืออีกครั้ง เพื่อนร่วมชั้นที่คุ้นหน้าคงจะเรียนจบกันไปหมดแล้วหรือไม่ก็ทยอยเข้ากรมฝึกทหาร ถ้าหากว่ามีโอกาส ผมก็อยากพักการเรียนอีกสักหนึ่งเทอม แต่ผมเหลือโควตาพักการเรียนอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คงต้องใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ ในขณะที่ผมไม่มีทางเลือก รุ่นน้องคนนี้ที่เพิ่งสนิทกันก็เสนออะไรบางอย่างที่น่าสนใจให้แก่ผม


“รุ่นพี่รับติวตัวต่อตัวด้วยใช่ไหมครับ”


“อืม รับสิ”


“แม่ของพวกเรามีลูกค้ามากก็จริง แต่ก็มีเด็กที่เรียนใช้ได้เข้ามามากเหมือนกัน”


“เด็กที่เรียนใช้ได้?”


“ก็พวกบ้านรวย ไม่รู้จะเรียนไปทำไม แค่เรียนนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็มีผลการเรียนปานกลางน่ะครับ”


“อ๋อ...”


ผมใช้ช้อนตักซุปขึ้นมาช้าๆ


“เด็กพวกนั้นเป็นเด็กที่ติดแบล็กลิสต์...”


“มีแบล็กลิสต์ด้วยเหรอ?”


“ใช่สิครับ ถ้าเป็นพวกนั้นก็จะแพงกว่า”


“ทำไมล่ะ?”


ผมตักซุปขึ้นชิมอีกคำ แล้วเริ่มคลุกสลัดให้เข้ากัน


แม้จะเคยได้ยินเรื่องขึ้นบัญชีดำนักเรียนที่ทำงานพาร์ตไทม์ แต่เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนักเรียนที่ติวติดแบล็กลิสต์ด้วย จะว่าไปแล้วนักเรียนที่ติวย่อมมีสถานะเหนือกว่าคนสอนไม่ใช่เหรอ? ก็รับเงินแล้วสอนไป ผมเองในฐานะที่เป็นคนรับเงินก็ไม่เข้าใจการแบ่งอะไรแบบนี้เท่าไหร่


“สงสัยรับมือยากเลยหลีกเลี่ยงกันหลายคนน่ะครับ คนนี้เป็นเด็กที่บอกว่าถ้าคนสอนไม่ใช่ผู้หญิงก็จะไม่เรียนด้วย”


“งั้นเหรอ คงชอบผู้หญิงมากเลยสินะ” ทันทีที่ได้ยินว่าอยากเรียนกับผู้หญิงเท่านั้น ผมก็เกือบสำลัก ผมเป็นผู้ชายก็คงสอนเด็กคนนั้นไม่ได้


“กิมจิหัวไชเท้าที่นี่อร่อยนะ”


“รุ่นพี่ ฟังผมอยู่ใช่ไหมครับ?”


“อืม เล่าต่อสิ”


รุ่นน้องหรี่ตามองมาที่ผม


“ได้ข่าวจากบ้านนั้นว่าเขากำลังหาติวเตอร์ผู้ชาย เขาก็ทำทีมาถามอยู่”


“จริงหรือ”


“ครับ รุ่นพี่อยากทำไหมครับ?”


“ฉันก็ต้องขอบใจละนะ”


“แต่...มีข้อแม้อยู่บ้างนะครับ”


“อะไรล่ะ?”


ผมไม่คิดว่าข้อตกลงที่สั่นคลอนชีวิตทั้งหมดของผมนั้นจะสำคัญอะไรหรอก ก็เหมือนเคี้ยวกิมจิหัวไชเท้าเข้าไปนั่นแหละ


ถ้าเพื่อเงินละก็ ทำได้ทั้งนั้นแหละ แค่ไม่ขายตัวก็พอ จริงๆ นะ ผมทำมาแทบทุกอย่างแล้วยกเว้นขายตัว ทำงานในไซต์ก่อสร้างระยะสั้นๆ แล้วโดนไล่ออกก็เคยมาแล้ว งานตรวจสอบชิ้นส่วนของโทรศัพท์ในโรงงานก็เคยทำมาแล้ว งานพวกนี้มีมากก็จริง แต่งานที่ต้องใช้กำลังอย่างเป็นคนงานหรืองานในโรงงานไม่เหมาะกับรูปร่างของผมเท่าไหร่ ก็เลยเริ่มหางานที่ใช้สมองบ้าง


พอฝากประวัติของตัวเองไว้ในเว็บไซต์ติวเตอร์และได้ลองสอนพิเศษนักเรียนมัธยมต้นดู ก็ตระหนักได้ว่างานนี้ดีกว่างานพิเศษที่รับเงินเป็นรายชั่วโมงที่เคยทำมาเป็นไหนๆ หลังจากนั้นในวันธรรมดาก็สอนพิเศษ สุดสัปดาห์ก็ทำงานกะดึกในร้านสะดวกซื้อ แถวนั้นเป็นบริเวณมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยร้านเหล้า ค่าแรงรายชั่วโมงสองเท่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้มาทำงานที่นี่ ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมก็จะเพิ่มนักเรียนที่สอน หรือไม่รุ่งเช้าก็จะไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในบาร์ในวันปกติ


แม้จะทำงานหนักขนาดนี้ แต่เงินในกระเป๋าก็ไม่ค่อยจะเหลือเท่าไหร่ เพราะไม่ได้มีพ่อแม่ให้ขอเงินใช้เหมือนตู้เอทีเอ็ม แม้จะรวบรวมเงินเท่าที่ได้แล้วก็ยังเหมือนเดิม เมื่อเข้าช่วงสอบ ก็จะอยู่ที่ห้องสมุดทั้งคืน ได้กิน hot6* สักขวดก็หรูแล้ว


(*ยี่ห้อเครื่องดื่มชูกำลัง)


รุ่นน้องที่แนะนำงานติวเตอร์ให้ท่าทางจะเป็นคนกว้างขวางพอสมควร บางครั้งก็เลี้ยงอาหารเที่ยงเพื่อนๆ กับผมที่เป็นรุ่นพี่ก็ยังเคยพาไปเลี้ยงที่ร้านบุฟเฟต์เนื้อย่าง แถมยังเคยเลี้ยงเหล้าอีก ผมอิจฉาเขาอยู่เหมือนกัน เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ขาดอะไรอย่างนั้นก็คงจะมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้อยู่ แม้จะละอายใจที่ไปกินฟรีหน้าตาเฉยแบบนั้น แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ท้องของผมคงจะต้องประท้วงแน่นอนถ้าปฏิเสธเนื้อสีสวยๆ คุณภาพดีนั่นน่ะ


ล่าสุดนี่เอง เพิ่งไปดื่มเหล้ากับรุ่นน้องแล้วก็คงบ่นอะไรบางอย่างที่ผมเองก็จำไม่ได้ให้ฟังแน่ๆ ไม่อย่างนั้น แค่รุ่นพี่ที่สนิทกันก็คงไม่แนะนำข้อเสนอดีๆ อย่างการเป็นติวเตอร์แบบนี้ให้หรอก เพราะเหลือสิทธิ์ลาพักการเรียนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ก็เลยไม่มีทางเลือก วิธีเดียวที่จะหาเงินให้มากขึ้นก็ต้องทำงานพิเศษเพิ่มขึ้นอีก เทียบกับพวกที่ยังเด็กและหัวดีที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นมา ผมน่ะเหมือนกลับกัน รู้สึกเหมือนกำลังลงบันไดเลื่อนอย่างไรอย่างนั้น ตอนที่เบื่อๆ นับว่าข้อเสนอที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ของรุ่นน้องก็ ‘ไม่เลว’ เลยทีเดียว


เมื่อตักทงคัตสึคำสุดท้ายเข้าปากก็พยักหน้ารับ มองรุ่นน้องที่ได้รับเงินจากแม่เด็กมาเป็นค่านายหน้า...


นายคนนี้คงเป็นตัวปัญหาพอสมควรเลยสินะ...


เมื่อตกลงปลงใจแล้ว เงื่อนไขนั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็เหมือนกับหมาป่าที่คลุมหนังเสืออีกที จะให้หลอกแต่งหญิงก็ย่อมได้ เด็กคนนั้นท่าทางจะเป็นตัวป่วนน่าดู ถึงทำให้ครูหลายๆ คนยอมแพ้ จนสุดท้ายต้องมาให้ผู้ชายแต่งหญิงเป็นครูสอนพิเศษซะนี่


“สมัยเรียน ได้ข่าวว่ารุ่นพี่ได้รับยกย่องว่าสวยที่สุดในเอกเลยไม่ใช่เหรอครับ”


รุ่นน้องพูดเสียงดังไปเรื่อยตามที่ได้ยินมา แถมยังพูดไปกลั้นขำไปด้วย ผมคิดว่าต้องมีใครได้ยินบ้างแน่ๆ จึงมองไปรอบๆ ร้าน โชคดีที่ไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ที่นี่เลย


“แค่ใส่วิก ใส่หน้าอกก็ได้แล้วครับ ลูกกระเดือกก็...เดี๋ยวนี้ผู้หญิงมีลูกกระเดือกเยอะแยะไป ส่วนเสียงประมาณนี้ก็ถือว่าเสียงแหบนิดๆ ไม่เป็นไรหรอก”


ได้ยินคำแนะนำตลกๆ พวกนี้ก็ได้แต่พยักหน้ารับ จากนั้นระหว่างทางกลับไปยังห้องเช่าของตัวเองก็แวะร้านเสริมสวยของศูนย์การค้าตรงหัวมุม ซื้อวิกถูกๆ มาหนึ่งอัน ราคาสักหมื่นวอน ถ้าคิดซะว่าเดี๋ยวจะมีเงินเข้ามาเดือนละสองล้านวอน ราคาวิกนี่ก็ไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงเลย






เวลาผ่านไปไวราวกับโกหก ก่อนจะเริ่มสอนก็ต้องปรึกษากับผู้ปกครองเรื่องแนวทางการสอน แต่คราวนี้เหมือนทุกๆ อย่างถูกรวบรัดไปหมด เพราะผู้ปกครองบ้านนั้นค่อนข้างยุ่ง แม้แต่จะคุยกับครูสอนพิเศษก็ยังไม่ค่อยมีเวลา เพียงแค่ฝากบอกรุ่นน้องมาว่าช่วยสอนให้ดี จริงๆ แล้วพ่อแม่ที่เชื่อมั่นในตัวครูแบบนี้ก็มีบ้าง สำหรับผมแล้วมันสบายกว่าพ่อแม่ที่เข้ามาจู้จี้จุกจิก


จากที่อยู่ที่ให้มา ผมเข้ามาในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เดินผ่านคนที่ดูเหมือนเป็นพนักงานรับพัสดุจากคุณลุงไปรษณีย์ แค่ค่าดูแลของที่นี่ก็คงเยอะมากๆ แล้ว เมื่อไหร่คนอย่างผมจะได้มีโอกาสอยู่ในบ้านแบบนี้บ้าง รำพึงรำพันในใจก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ที่หรูหรา ข้างในอย่างกับชุบทองไว้ทั้งสี่ด้านทำให้แสบตาไปหมด เมื่อเทียบกับที่ที่ผมอยู่ก็รู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่อีกมิติหนึ่งไปเลย มองไปในกระจกของลิฟต์ก็เห็นตัวเองที่มีผมยาว ใช้มือสางผมอย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนจะเดินไปทางประตูที่เปิดอยู่


ทันทีที่ยืนกดกริ่งบนพรมเช็ดเท้านุ่มๆ ประตูอัตโนมัติก็เปิดออก มีคุณป้าท่านหนึ่งออกมาต้อนรับ ผมค้อมศีรษะแนะนำตัว เหลือบมองไปที่ผมสีน้ำตาลที่ตกลงมาเคลียไหล่ก็รู้สึกเหมือนเป็นผู้หญิงจริงๆ


“เดินเข้าไปทางประตูฝั่งนั้นได้เลยค่ะ ไม่ทราบว่ารับกาแฟหรือชาเขียวดีคะ?”


“อะไรก็ได้ค่ะ”


ผมเผลอตอบกลับไป รู้สึกว่าเสียงของตัวเองเล็กลง


ฝั่งหนึ่งของห้องนั่งเล่นมีเครื่องเสียงคลาสสิกตกแต่งอยู่ นี่ผมจะได้เจอคนที่ได้อยู่บ้านหรูๆ แบบนี้หรือนี่ เคยเห็นบ้านทำนองนี้ในทีวีว่าเป็นเรือนหอของดาราดังๆ แต่ยังไงบ้านหลังนี้ก็ดูดีกว่ามาก ทางที่คุณป้าให้เดินเข้ามามีทางเดินยาวๆ ที่ผนังเต็มไปด้วยงานศิลปะจนเหมือนเป็นแกลเลอรีงานศิลปะเลยทีเดียว ข้างหน้ามีห้องที่เปิดประตูอยู่ เป็นห้องที่กว้างราวกับเป็นห้องออกกำลังกาย สิ่งที่เห็นทันทีคือโต๊ะที่ยาวและกว้างมากๆ แค่มองดูสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็รู้สึกได้ถึงการเป็นที่หนึ่งในโรงเรียน ถ้ามีบ้านแบบนี้ละก็ จะให้พยายามไปให้ถึงไอวีลีกที่อเมริกาเลยก็ยังได้


ผมวางกระเป๋าสะพายไว้บนโต๊ะอย่างระมัดระวัง


ดีแล้วที่อย่างน้อยในห้องนี้ก็ไม่มีกลิ่นอายของผู้ชายแปลกๆ


ดูจากที่มีงานอดิเรกแบบนี้ นักเรียนของผมท่าทางจะอายุน้อยกว่าประมาณสักสี่ปี ตู้กระจกที่ติดผนังฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยโมเดลของเล่น ผมเดินช้าๆ ไปดูที่ผนังฝั่งตรงข้ามก็เห็นว่ามีประตูบานเลื่อนอยู่ตรงนั้น มองเข้าไปเห็นรางๆ ว่ามันคือห้องนอนนั่นเอง คงจะนอนอยู่บนเตียง เพราะเห็นผ้าห่มคลุมอยู่ ขณะที่ไม่รู้ว่าควรไปปลุกดีหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงตึงตังจากประตู


“อ้าว ยังนอนอยู่นี่เอง”


“......”


“เดี๋ยวดิฉันปลุกเอง... คุณครูเชิญดื่มนี่ก่อนนะคะ”


ผมที่กำลังงงๆ อยู่รับถาดมาจากคุณป้า เป็นกลิ่นเฮเซลนัทที่มักจะได้กลิ่นเมื่อไปคาเฟ่ เมื่อไหร่ที่ได้กลิ่นหอมแบบนี้ ความตื่นเต้นก็จะคลายลงไป ข้างๆ ถ้วยมีถาดเล็กๆ บรรจุขนมปังสีเหลืองๆ ที่เป็นรูปหอย แม้จะสงสัยว่ารสชาติเป็นยังไง แต่ถ้าให้กินคนเดียวตอนนี้ก็ดูจะเสียมารยาทไปหน่อย ก็เลยนั่งรออยู่อย่างนั้น


นั่งอยู่บนเก้าอี้เฉยๆ ก็ได้ยินเสียงลากเท้าจากข้างหลัง พอหันหลังกลับไปดูก็เจอผู้ชายหัวยุ่งเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่ง ตอนนั้นเองความคิดที่ว่านักเรียนของผมน่าจะเป็นเด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่าผมสักสี่ปีก็พังทลายลงไป ไหล่ที่กว้างพอดีกับขนาดตัว แถมยังบึกบึนจนแทบจะเห็นตะเข็บเสื้อปริชัดเจน อายุยี่สิบสองปี ดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ ชายหนุ่มคนนั้นถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะดื่มน้ำอึกใหญ่ที่ได้มาจากคุณป้า



โปรดติดตามตอนต่อไป


เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

Omelette
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'บทเรี...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด