บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน เล่ม 4 ตอน วังงูเมืองปีศาจ
นักเขียน : หนานไพ่ซานซู (南派三叔)

อ่านการ์ตูน




วังงูเมืองปีศาจ

ภาคต้น

1 วิดีโอเทป

 

ระหว่างที่ผมกำลังคุยกับอาสาม อยู่ๆ ก็มีคนเคาะประตู จากนั้นพนักงานส่งพัสดุด่วนคนหนึ่งเดินเข้ามา ถามว่าคนไหนคืออู๋เสีย

                

เรื่องที่ผมอยู่ที่นี่ มีเพียงคนที่บ้านกับพวกของอาหนิงบางคนที่รู้ ดังนั้นทีแรกผมนึกว่าทางบ้านส่งของเยี่ยมมาให้ หรือเป็นข้อมูลที่เพื่อนชาวต่างชาติส่งมา พอเซ็นรับแล้ว ดูชื่อผู้ส่งอย่างละเอียดจึงพบว่าชื่อผู้ส่งบนพัสดุคือจางฉี่หลิง ผมนิ่งอึ้งในบัดดล ตามด้วยเย็นวาบไปทั้งตัว

                

ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ ผมค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นใต้ภูเขาฉางไป๋ไปหมดแล้ว เรียกได้ว่านอกจากความกลัว ความทรงจำถูกปัญหายิบย่อยมากมายแทนที่หมดแล้ว แต่ชื่อชื่อนี้กระตุกดึงเส้นประสาทที่ด้านชาในใจของผมให้ตึงเปรี๊ยะอีกครั้ง เรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานผุดขึ้นในหัวของผมเหมือนเกลียวคลื่นถั่งโถม


เขาจะส่งของให้ผมได้อย่างไร เขาเข้าไปในประตูสำริดยักษ์นั่นแล้วไม่ใช่หรือ หรือว่าเขาจะออกมาแล้ว มันถูกส่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อนหรือหลังจากที่เขามุ่งสู่ตำหนักทิพย์พิมานเมฆ ผมอ่านดูวันที่ส่งพัสดุทันที แล้วหนังตาต้องกระตุกอีกครั้ง เป็นเมื่อสี่วันก่อนนี่เองถ้าอย่างนั้นเขาออกมาแล้วจริงๆ นะสิ! เขาออกมาจากประตูยักษ์นั่นแล้ว!

                

มือของผมเริ่มสั่น ในหัวมีภาพเมินโหยวผิงเดินเข้าไปในประตูใต้พิภพ มองดูห่อพัสดุในมือ ในใจสับสนวุ่นวาย นึกในใจว่ามันจะเป็นอะไรกันนะ หรือว่านี่เป็นสิ่งของที่เขานำออกมาจากในประตู

                

มันจะเป็นอะไรได้บ้าง หัวมนุษย์? สมบัติสุสาน? ลัญจกรผี?

                

ไม่รู้มีกี่ความคิดพิสดารผุดผ่านในหัวของผม เนิ่นนานจึงรู้สึกตัวว่าผมควรรีบเปิดมันออกดู จึงเริ่มมองหากรรไกร

                

อาสามเห็นสีหน้าของผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่รู้ว่าผมได้รับอะไร ชะโงกหน้ามาดูใกล้ๆ อย่างสงสัย พอเห็นชื่อ “จางฉี่หลิง” เขาก็ใจหายวาบ แสดงสีหน้าตกตะลึงเช่นกัน

                

สองคนรื้อค้นกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายอาสามเจอมีดปอกผลไม้เล่มหนึ่งส่งให้ผม ผมจึงใช้เปิดหีบห่อชั้นนอกได้

                

ในกล่องมีห่อสิ่งของทรงสี่เหลี่ยม ด้านนอกใช้เทปกาวติดเป็นรูปกากบาทอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยหลายชั้น ฉีกออกยากมาก ผมเสียแรงไปมากกว่าจะฉีกออกหนึ่งรู เผยให้เห็นเนื้อวัตถุสีดำด้านใน หัวใจผมเต้นเร็วขึ้นกะทันหัน หยุดมือเล็กน้อย สูดลมหายใจลึกๆ ออกแรงฉีกอีกที วัตถุสีดำสองชิ้นก็ถูกดึงออกมา

                

ชั่วพริบตานั้นผมเตรียมใจพร้อมผจญสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวทุกชนิดแล้ว แต่สิ่งที่เจอก็ยังทำให้ผมอึ้ง—มันคือม้วนวิดีโอเทปรุ่นเก่าสองม้วน

                

เมื่อครู่ในหัวของผมตีกันให้ยุ่ง แทบจะนึกภาพครบแล้วทุกสิ่งอย่าง สิ่งเดียวที่นึกไม่ถึงคือข้างในจะเป็นวิดีโอเทปสองม้วน เพราะคนอย่างเมินโหยวผิง คุณจะเชื่อมโยงเขากับโลงศพเอย ผีดิบเอย คนตายเอย ได้ง่าย แต่ยากที่จะเชื่อมโยงเขากับเครื่องมือสมัยใหม่ที่เสื่อมความนิยมไปแล้วอย่างวิดีโอเทป

                

เชี่ย! เขาส่งของอย่างนี้มาให้ผมได้อย่างไร เนื้อหาข้างในคืออะไร

                

ใจผมเสียววาบขึ้นมาทันที ในหัวมีภาพอย่างหนึ่ง นี่คงไม่ใช่ภาพเหตุการณ์หลังจากที่เข้าประตูสำริดนั่นไปแล้วหรอกนะ หรือว่าเขาจะบันทึกภาพเหตุการณ์ข้างหลังประตูนั่นเอาไว้

                

เชี่ย! ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมันก็ช่าง... แต่นึกดูอีกทีก็เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นผมไม่เห็นเขาแบกกล้องเข้าไปด้วย และผมเชื่อว่าข้างหลังประตูสำริดยักษ์ไม่ใช่สถานที่ดีงามอะไรหรอก ไม่น่าจะสามารถแบกกล้องชิลๆ ถ่ายโน่นนี่นั่นตามใจชอบ

                

แล้วจะเป็นอะไรล่ะ ใจของผมคล้ายมีมดทั้งรังไต่อยู่ อยากจะเปิดดูเสียเดี๋ยวนี้

                

แต่วิดีโอเทปสองม้วนนี้เป็นของเก่าเก็บ ดูจากวัสดุแล้วมีอายุยาวนานมาก ผมรู้ว่าต้องหาเครื่องเล่นเทปรุ่นเก่ามากๆ จึงจะเปิดได้ ของประเภทนั้นหาได้ยากมากในสมัยนี้

                

อาสามบอกให้ผมลองพลิกดู ผมทิ้งกล่องลงข้างๆ หยิบเอาม้วนเทปออกมา ตรวจดูอย่างละเอียดก่อนว่าข้างๆ ม้วนเทปติดข้อความอะไรไว้บ้างไหม

                

ผมคุ้นเคยกับม้วนวิดีโอเทปดี สิบปีก่อนสมัยที่ร้านเช่าวิดีโอมีกันเต็มถนน การดูหนังฝรั่งแทบเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวสำหรับผม สมัยนั้นพอถึงวันหยุดต้องดูวันละห้าม้วนยืนพื้น จับมากๆ เข้าก็ย่อมเข้าใจโครงสร้างของสิ่งพวกนี้บ้าง รู้ว่าม้วนเทปที่บันทึกเองจะต้องเขียนบางอย่างไว้บนสัน มิเช่นนั้นจะแยกแยะไม่ได้

                

แต่พอดูปุ๊บก็ต้องแปลกใจ สันเทปเคยมีฉลากติดไว้จริง แต่ถูกแกะออกไปแล้ว รอยแกะยังใหม่มาก จะต้องเกิดขึ้นไม่นาน ดูเหมือนว่าเมินโหยวผิงไม่อยากให้พวกเราเห็นข้อความบนนั้น

                

เพราะอะไรอีกล่ะ ส่งเทปมาให้แล้ว แต่แกะฉลากทิ้ง บนนั้นมีอะไรที่ไม่อยากให้พวกเรารู้อย่างนั้นหรือ

                

“นี่มันเรื่องอะไรกัน” ขณะนี้อาสามเก็บกล่องพัสดุบนพื้นขึ้นมาเขย่าดู จนแน่ใจว่าไม่มีอะไรอื่นอีกก็ถามผม “ไอ้หลานชาย แกนี่ไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย ทำไมแกไม่บอกฉันว่ายังติดต่อกับเขาอยู่”

                

ผมส่ายหน้าบอกว่าเปล่า อาสามตบม้วนเทป ถามว่าจะอธิบายยังไง ผมตอบ “อาถามผม ผมถามใคร”

                

อาสามเห็นผมไม่เหมือนพูดโกหก ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “หมอนั่นมันอิทธิฤทธิ์สูงส่งจริงๆ มันรู้ได้ยังไงว่าแกอยู่นี่”

                

ผมก็แปลกใจ หลังออกมาจากตำหนักทิพย์พิมานเมฆ ที่อยู่ที่นี่มีเพียงพวกของอาหนิงกับคนที่บ้านรู้ เขาไม่ได้รับข่าวคราวจากผม แต่กลับส่งของมาให้ผมได้อย่างแม่นยำ ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก หากไม่มีคนช่วยเก็บข้อมูล ไม่มีทางทำได้ ดูท่าแล้วน่านน้ำหลังฉากของไอ้คนพูดน้อยเงียบขรึมนี่ลึกสุดหยั่งจริงๆ

                

อาสามคิดสักครู่ ถามผมว่าใบปะหน้าเขียนไว้หรือเปล่าว่าพัสดุนี่ส่งมาจากไหน ผมหยิบใบปะหน้าขึ้นมาดูแล้วส่ายหัว บนนั้นมีแต่ชื่อผู้ส่งกับวันที่ อย่างอื่นว่างเปล่า ไม่เพียงไม่มีบ้านเลขที่ผู้ส่ง แม้แต่สถานที่ส่งก็ไม่มี ไม่รู้จริงๆ ว่าพวกขนส่งทำงานกันอย่างไร

                

แต่วันที่คือสี่วันก่อน ระยะเวลาของการส่งพัสดุด่วน หากเป็นภายในเขตมณฑลเดียวกัน ส่งวันเดียวก็ถึง นอกมณฑลที่ใกล้ๆ กันก็ใช้แค่สองวัน พัสดุด่วนชิ้นนี้ใช้เวลาถึงสี่วัน แสดงว่าสถานที่ส่งต้องอยู่ไกลจากที่นี่มาก หรือไม่ก็กันดารมาก การจราจรไม่สะดวก ผมสามารถตรวจสอบข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทขนส่ง ถ้าพวกเขาได้ลงทะเบียนออนไลน์ ตรวจดูทีเดียวก็รู้

                

พูดจบอาสามกับผมก็สบตากันแวบหนึ่ง ต่างยิ้มเจื่อนๆ เหตุการณ์สอดแทรกตีรวนเรื่องเล่าของอาสาม ผมเองก็ไม่รู้ควรจัดการกับวิดีโอเทปนี่อย่างไรดี อาสามพูดว่า “หลานชาย เราพักครึ่งกันก่อนไหม น้องเสี่ยวเกอคนนี้มีความลึกลับ อยู่ดีๆ เขาไม่ส่งสิ่งของมาให้เล่นๆ แน่ เทปสองม้วนนี้ต้องสำคัญมาก เราหาเครื่องเล่นเทปมาเปิดดูกันก่อนว่าข้างในมีอะไรดีไหม”

                

ผมฟังแล้วส่ายหน้า รีบปฏิเสธทันที แม้ผมจะใคร่รู้เนื้อหาในเทปเช่นกัน แต่เรื่องเล่าของอาสามยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หากหยุดพักตอนนี้ ประเดี๋ยวเขาอาจเปลี่ยนใจ ไม่ยอมเล่าต่อก็เป็นได้ อีกอย่าง เครื่องเล่นวิดีโอเทปมันเลิกผลิตจะสิบปีแล้ว สมัยนี้แม้แต่ VCD ยังไม่มีใครเก็บ ตลาดขายของเก่ายังหาซื้อได้ยาก เทปนี่คงยังหาเครื่องดูไม่ได้ในเร็วๆ นี้

                

แต่ให้ทำเป็นว่าเทปสองม้วนนี้ไม่มีตัวตนก็คงเป็นไปไม่ได้ ผมจึงบอกว่า เราคุยเรื่องของเราต่อไป ให้ลูกจ้างอาสามคนนั้นไปสอบถามดูว่าที่ไหนมีตลาดขายของเก่า แล้วไปลองเดินดู ถ้าเจอเครื่องเล่นก็ซื้อกลับมา ถ้าไม่เจอ คืนนี้ผมค่อยลองเข้าไปหาทางเอาจากในเน็ต

                

อาสามฟังแล้วเห็นว่ามีเหตุผล พูดว่า “ก็ได้ ไหนๆ ถัดจากนี้ก็ต้องเล่าถึงเรื่องเสี่ยวเกอนี่เหมือนกัน” ว่าแล้วก็โบกมือไล่ให้ลูกจ้างออกไปทำธุระลูกจ้างคนนั้นนั่งฟังเรื่องเล่าของอาสามกำลังมัน ตอนนี้ถูกไล่ออกไป สีหน้าขัดใจ แต่โดนอาสามถลึงตาใส่ก็ไม่กล้าหืออีก

                

เมื่อลูกจ้างออกไปแล้ว อาสามก็ตบหน้าแปะๆ พูดว่า “เราเล่าให้เร็วขึ้นหน่อย เมื่อกี้ถึงไหนแล้ว”

                

ผมทวนเรื่องที่ได้ยินเมื่อครู่อีกรอบ อาสามพยักหน้า “ใช่ กุญแจสำคัญอยู่ที่เนื้อหาของผ้าไหมจารึก ฝรั่งคนนั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับผ้าไหมจารึกจ้านกั๋ว เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน ฉันต้องเล่าตั้งแต่ต้น อู๋เสีย แกทำธุรกิจนี้มาก็นานแล้ว รู้เรื่องผ้าไหมจารึกจ้านกั๋วมากน้อยแค่ไหน”

                

ผมคิดครู่หนึ่ง ทำอาชีพไหนเชี่ยวชาญอาชีพนั้น แม้ผมไม่ค่อยชอบธุรกิจ “ท่าเพี่ยน” (แผ่นลอกลาย) มันกำไรน้อย ซ้ำยังต้องเจอแต่คนแปลกๆ แต่ผ่านมานานปี ผมก็รู้เรื่องสายงานนี้ค่อนข้างลึกซึ้งพอตัว

                

ผ้าไหมจารึกจ้านกั๋วไม่นับเป็นตัวหลักในกลุ่มธุรกิจแผ่นลอกลาย ดูจากชื่อก็รู้ว่าผ้าไหมจารึกจ้านกั๋วก็คือผ้าไหมจารึกยุคจ้านกั๋ว แต่ในความเป็นจริง ขอบข่ายของ “ยุคจ้านกั๋ว” ค่อนข้างแคบ เวลาค้าขายกันจริงๆ สิ่งของจากยุค “ชุนชิว” จะเหมารวมเข้ากลุ่ม “จ้านกั๋ว” ไปด้วย ผ้าไหมจารึก “จ้านกั๋ว” จริงๆ ในตลาดมีน้อยมาก ราคาสูงมาก และเนื่องจากมีที่มาจากพิกัดสุสานที่ต่างกัน จึงแบ่งประเภทออกเป็น “ผ้าไหมจารึกแห่งฉู่” “ผ้าไหมจารึกแห่งเว่ย” เป็นต้น เนื้อหาในผ้าไหมจารึกเหล่านี้จะแตกต่างกันไป ส่วนที่มีมูลค่าสูงสุดได้แก่ผ้าไหมจารึกแห่งหลู่ ปัจจุบันผ้าไหมจารึกแห่งหลู่ของแท้ ผมรู้ว่ามีจำนวนเพียงนับนิ้วได้ และมีสภาพไม่สมบูรณ์ แม้จะมีที่ปะปนมั่วซั่วเข้ามาด้วย แต่ของเทียมและแท้ตรวจสอบยาก ปกติไม่ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการ

                

ผ้าไหมจารึกแห่งหลู่ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามขนาดอักขระและขนาดของแผ่นลอกลาย ในนั้นมีชนิดหนึ่งมีมูลค่ามากที่สุด เหตุผลง่ายมากก็คือ ตัวอักษรบนนั้นไม่มีใครอ่านออก

                

ตัวอักษรและไวยากรณ์ที่ใช้บันทึกลงบนผ้าไหมจารึกจะแปลกประหลาด คุณสามารถอ่านออกเสียงทีละตัวได้ แต่เรียบเรียงใจความไม่ได้ ประเทศจีนนั้นมี “แปดตำราฟ้า” ได้แก่ “ตำราชางเจี๋ย” “ตำราเซี่ยอวี่” “ตำราฟ้าหงเหยียน” “ตำราฟ้าเยี่ยหลาง” “สัญลักษณ์ปาสู่” “อักษรลูกน้ำ” “ตำราตงปา” และ “อักษรศิลาสวินโหล่ว” ทั้งหมดต่างใช้คำโดด ไม่สามารถถอดความ ตัวอักษรบนผ้าไหมจารึกแห่งหลู่เป็นเหมือนรหัสลับ นักโบราณคดีต่างชาติเรียกผ้าไหมจารึกแห่งหลู่นี้ว่า “ตำราเวทมนตร์แห่งประเทศจีน” เพราะเมื่ออ่านเรียงไปตามอักษรจะเหมือนสวดคาถาอัญเชิญเทพ

                

แต่รหัสลับชนิดนี้ถูกถอดรหัสได้แล้วเมื่อปี 1974 ซึ่งก็คือรหัสลับยุคโบราณที่แปลงตัวอักษรให้เป็นภาพซึ่งในภายหลังเรียกว่า “อักษรภาพจ้านกั๋ว” ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ผมค้นคว้าเพิ่มเติมภายหลังที่ได้ยินศัพท์เฉพาะคำนี้จากอาสาม นี่เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพราะการค้นพบอีกเรื่องในยุคเดียวกันโด่งดังยิ่งกว่า ทำให้เหตุการณ์สำคัญทางโบราณคดีเรื่องนี้ไม่สร้างความฮือฮา

                

ในการค้าขายแผ่นลอกลายผ้าไหมจารึกจ้านกั๋วสมัยนี้ แผ่นลอกลายจารึกแห่งหลู่เนื้อหอมมาก มีคนตามหาเยอะมาก ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่า จากการศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีพบว่าผ้าไหมจารึกแห่งหลู่ชนิดนี้อาจมีมากถึงหนึ่งร้อยยี่สิบฉบับ ไม่รู้เหมือนกันว่าสันนิษฐานขึ้นจากอะไร แต่ผมรู้ว่าส่วนที่มีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายจริงๆ มันก็แค่สี่ห้าแผ่นเดิมๆ นั่นเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งของดูชมกันเฉพาะผู้เชี่ยวชาญจริงๆ หาดูไม่ได้ทางอินเทอร์เน็ต อีกทั้งชาวต่างชาตินิยมชมชอบเป็นพิเศษ จึงมีพวกนักค้านายหน้าจำนวนมากคอยตามเก็บ โดยหวังจะเจอฉบับพิเศษ แต่การตามล่าหาผ้าไหมจารึกแห่งหลู่ ต้องตระเวนกว้านโกยเอาตามร้านค้าแผ่นลอกลาย เพราะผู้ประกอบการอย่างเรามักจะสรรหาเข้ามาทีละล็อตใหญ่ๆ และไม่ไปนั่งแบ่งหมวดหมู่ให้มันด้วย มีด้วยกันหลากหลายแหล่งกำเนิด ปกติจะนำไปกองๆ ไว้ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย หากตั้งใจจริงอาจเจอประเภทหายาก และคนพวกนี้เมื่อเจอเข้าก็ไม่ป่าวประกาศ แต่จะนำกลับไปศึกษาเอง ทำให้ธุรกิจประเภทนี้ยังซื้อง่ายขายคล่องในตลาดพอสมควร

                

ผ้าไหมจารึกจ้านกั๋วที่ปู่ผมได้มาจากสุสานโบราณก็คือผ้าไหมจารึกแห่งหลู่ แต่เพราะเคยเกิดเรื่องมาก่อน ของพวกนี้พวกเราจึงไม่ค่อยจะกล้าเอาออกมาอวด คุณปู่มีชื่อเสียงมากในวงการ มีคนถามถึงเรื่องนี้เป็นประจำ จึงนับเป็นสมบัติก้นหีบประจำร้านของผมอย่างหนึ่งด้วย

                

ตอนนี้พวกเราก็รู้แล้วว่าผ้าไหมจารึกแห่งหลู่ชนิดนี้น่าจะเป็นบันทึกปกิณกะของบัณฑิตหน้าเหล็กแห่งจ้านกั๋ว นายนี่เป็นเหมือนเลโอนาร์โด ดา วินชี เขียนบันทึกจิปาถะของตัวเองด้วยภาษาที่คิดขึ้นเอง ลึกลับซับซ้อน ช่วงที่กลับออกมาจากตำหนักหลู่หวัง ผมได้ลองศึกษาของพวกนี้ดูเหมือนกัน ว่ากันว่าในประวัติศาสตร์มนุษย์ ใครก็ตามที่บันทึกเรื่องราวด้วยอักษรลับ ล้วนเป็นเพราะค้นพบสิ่งสำคัญที่พลิกโลก แต่ด้วยเกรงกลัวต่ออิทธิพลของกลุ่มผู้นิยมกระแสหลัก (อย่างเช่นศาสนจักรคาทอลิกในยุคดา วินชี) ทำให้ต้องกระทำการเช่นนี้

                

เรื่องราวเกี่ยวกับผ้าไหมจารึก ผมรู้เพียงเท่านี้ ผมบอกอาสามไปตามนี้ อาสามพยักหน้า พูดว่า “พูดได้ดีมาก นี่แหละนะที่เขาว่า นั่งส้วมนานๆ ขี้ไม่เป็นก็เบ่งเป็น” ว่าแล้วก็หยิบเอาเป้ขาดๆ ของเขาออกมาจากใต้เตียง คลำหาภาพถ่ายเก่ายับใบหนึ่งออกมายื่นให้ ผมรับมาดู พบว่ามันคือภาพถ่ายผ้าไหมจารึกจ้านกั๋วฉบับหนึ่งที่ถ่ายมาจากตู้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ดูจากตัวอักษรบนนั้นน่าจะเป็นฉบับตัวจริงที่คุณปู่ได้มาจากสุสาน แล้วถูกชาวอเมริกันหลอกเอาไป

                

“นี่ควรจะเป็นสมบัติประจำตระกูลของเรา” อาสามพูด “สามปีที่แล้วฉันไปอเมริกา ถ่ายมาจากพิพิธภัณฑ์ในนิวยอร์ก เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากสิ่งสิ่งนี้นี่ละ คิดๆ ดูก็เหมือนเป็นพรหมลิขิต ตระกูลเราสี่ชั่วคนแล้ว เหมือนกับโดนสาปให้ต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ฉันไม่อยากให้แกเข้ามายุ่ง ฉันอยากให้เรื่องนี้จบลงที่ฉัน”

                

สี่ชั่วคน นั่นสินะ ผมนึกคร่ำครวญ ถามว่า “บนนั้นเขียนอะไรเอาไว้บ้าง”

                

อาสามยิ้มๆ ตอบว่า “เมื่อกี้ฉันบอกแล้วว่า ถ้าไม่พูดออกมาแกไม่มีทางเดาออก ความจริงก็คือ บนจารึกไม่ได้เขียนเรื่องราวอะไรเอาไว้เลย สิ่งที่ถอดรหัสได้จากตัวจารึกไม่ใช่ข้อความ แต่เป็นภาพลึกลับภาพหนึ่ง”

                

“ภาพ?” ผมขมวดคิ้ว นึกถึงผ้าไหมจารึกประหลาดแผ่นที่นำไปสู่ตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา “หรือว่าจะเป็นแผนที่ของสุสานโบราณ”

                

อาสามส่ายหน้า “ไม่ใช่แผนที่ ซับซ้อนกว่าแผนที่มาก เรื่องนี้เล่าให้จบในคราวเดียวยาก ก่อนจะกลับไปหาสุสานใต้สมุทร ฝรั่งคนนั้นเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังแล้ว ฉันจะเล่าให้แกฟังอีกครั้ง แล้วแกจะเข้าใจ”






โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

หนานไพ่ซานซู (南派三叔)
"หลังกลับจากตำหนักทิพย์พิมานเมฆ อู๋เสียคุยกับอาสาม ทำให้เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นในสุสานใต้สมุทรเมื่อยี่สิบปีก่อน การตายของเซี่ยเหลียนหวน เบื้องหลังผ้าไหมจารึกจ้านกั๋ว และบุญคุณความแค้นครั้งเก่าก่อนเริ่มปรากฏเงื่อนงำ ขณะที่อู๋เสียเข้าใจว่าความจริงใกล้จะเปิดเผย แต่วิดีโอเทปสองม้วนที่ส่งมาโดยจางฉี่หลิงก็ทำให้เรื่องราวกลับสู่ม่านหมอกแห่งปริศนาอีกครั้ง!

“อู๋เสีย” เข้าร่วมคณะผจญภัยกับ “อาหนิง” เพื่อตามล่าความจริง ขณะเดียวกันคณะของ “อาสาม” ก็ออกเดินทางจากเมืองตุนหวง คล้ายกับว่าคณะทั้งสองต่างมีเป้าหมายเดียวกัน...

นี่เป็นเรื่องราวแห่งปริศนา เมืองผีโบราณที่จะปรากฏตัว เมื่อเกิดพายุฝนกลางทะเลทรายเท่านั้น ศพโบราณปริศนา ในสุสานใต้สมุทรใช่วังฉางไห่หรือไม่ ตัวเลขปริศนาและภาพลายเส้นลึกลับในผ้าไหมจารึกจ้านกั๋วเกี่ยวข้องกันอย่างไร โลงหินยักษ์ในห้องใต้ดินของสถานพักฟื้นร้างใช้บรรจุร่างใคร

พฤติกรรมพิลึกพิลั่นที่ปรากฏในม้วนเทปมีความหมายใด บุคคลที่สิบเอ็ดในคณะสำรวจน่านน้ำซีซา ซึ่งไม่เคยมีใครกล่าวถึงนั้นคือใคร...

หากคุณกล้าพอ จงอ่าน “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน”

---------------------------------------"

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'บันทึ...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด