บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน เล่ม 2 ตอน ต้นไม้เทพเจ้า
นักเขียน : หนานไพ่ซานซู (南派三叔)

อ่านการ์ตูน



ตัวอักษรสั้นๆ ไม่กี่ตัว แต่กลับดึงดูดความสนใจของผมไปจนหมด


ปลาอยู่ที่ฉัน...”


ปลาอะไร หรือจะเป็นมัจฉาคิ้วงู


ดูจากลวดลายภาพสลักบนหินในสุสานโบราณ ปลารูปทรงประหลาดชนิดนี้น่าจะมีด้วยกันสามตัว หัวหางต่อกัน ตอนนี้อยู่ในมือผมสอง ควรจะต้องมีอีกตัวให้ครบชุด ความหมายของข้อความประหลาดนี้ เป็นไปได้ไหมว่าจะต้องการบอกใบ้ ว่าปลาอีกตัวอยู่ในมือเขา


ผู้โพสต์ข้อความนี้ ในเมื่อเขามีรูปถ่ายใบนี้ และรู้เรื่องปลา เป็นไปได้ไหมว่าอาจเป็นหนึ่งในผู้หายตัวไปในคราวนั้น


ผมตรวจดูเว็บไซต์หน้านี้อย่างละเอียด เวลาที่ โพสต์น่าจะเป็นสองปีก่อน โชคดีที่เว็บไซต์นี้ยังไม่ปิดตัว มิเช่นนั้นข้อความนี้คงหายสาบสูญไปจากอินเทอร์เน็ตแล้ว โพสต์ดังกล่าวนอกจากข้อความนี้ประโยคเดียว ก็ ไม่ลงชื่อหรือทิ้งช่องทางการติดต่อใดๆ เลย


ผมรู้สึกถึงความย้อนแย้ง ในเมื่อจะตามหาคน แต่ ไม่ทิ้งช่องทางติดต่อของตนไว้ ไม่เท่ากับโพสต์เสียเปล่าหรือ


ผมสลับสับเปลี่ยนคำค้นต่างๆ ในกูเกิล เพื่อหวังว่าจะเจอข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้ แต่ค้นไปค้นมาก็มีแค่ข้อความนี้เท่านั้นที่มีความเกี่ยวข้อง


ผมอดรู้สึกท้อไม่ ได้ แต่นี่ถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว อย่างน้อยก็พิสูจน์ว่า เมื่อสองปีก่อนยังมีคนสนใจติดตามเรื่องราวเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ถ้าอย่างนั้นคนคนนี้คือใครกันแน่


ไม่นานพายุเจ้ากรรมก็ผ่านไปเสียที วันที่สองหลังหมดพายุ ก็มีเรือฉยงซาของกองทัพมาจากท่าเรือชิงหลานกั่ง เมืองเหวินชาง พวกเราเห็นว่าที่นี่อยู่ ไม่ ได้แล้ว จึงเก็บสัมภาระเตรียมตัวกลับ


ก่อนกลับเราไปหาอาหนิงที่สถานีอนามัยของกองทัพ แต่เธอไม่อยู่แล้ว เมื่อถามหมอก็ได้ความว่า สองสามวันก่อนมีชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งฝ่าพายุเข้ามารับตัวเธอไป ทางโรงพยาบาลนึกว่าเป็นพวกเดียวกับเรา อีกอย่าง ลมพายุพัด


สายโทรศัพท์เสียหาย พื้นที่ของพวกเขายังซ่อมไม่เสร็จ จึงไม่ได้แจ้งให้พวกเราทราบ


ผมรู้ดีว่าย่อมเป็นผู้ประสานงานของอาหนิงบนเกาะมารับตัวไป หลายวันมานี้ลมพายุทำให้ต้องปิดเกาะ ต่อให้พวกเราคิดจะขัดขวางก็ทำไม่ได้


นายอ้วนด่าลั่น บอกว่ารอดไปจนได้ แต่ผมกลับโล่งใจ เดิมทีผมไม่รู้ควรจัดการกับเธออย่างไร จะให้ฆ่าเธอย่อมไม่มีทาง ทรมานเพื่อรีดความจริงก็ทำไม่เป็น สถานการณ์เช่นนี้ตรงใจผมพอดี ไปแล้วก็ไปเถอะ ไหนๆ เธอก็ไม่ได้ทำอะไรพวกเราร้ายแรง


เพียงแต่การเข้าสุสานใต้สมุทรของบริษัทนี้ไม่เหมือนกับแค่ตั้งใจไปช่วยคน จุดประสงค์ของพวกเขาคืออะไรกันแน่ เกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขากับอาสาม ตอนนี้อาสามอยู่ที่ไหน ความลับที่ซ่อนเร้นเหล่านี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะผุดเหนือผิวน้ำสีครามอันสงบนิ่งของทะเลซีซา


พวกเราโดยสารเรือฉยงซากลับมายังแผ่นดินใหญ่ สองวันต่อมา ผมแยกกับเมินโหยวผิงและนายอ้วนที่สนามบินนานาชาติไหโข่วเหม่ยหลาน ขึ้นเครื่องบินกลับเมืองหังโจว ชีวิตจริงมักจะราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ สี่ชั่วโมงต่อมา ผมก็กลับถึงบ้านที่หังโจว


การออกกำลังหนักหน่วงเป็นระยะยาวนานติดต่อกัน ทำให้ผมอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เวลาต่อจากนั้นผมเอาแต่นอนลูกเดียว ตื่นนอนเพียงวันละครั้ง ซ้ำยังตื่นเพราะหิว คุ้ยๆ ของในตู้เย็นกินนิดหน่อยแล้วหลับต่อ เป็นอย่างนี้ไปสองสัปดาห์โดยไม่รู้ตัว เพื่อนๆ นึกว่าผมตายอยู่ในบ้านไปแล้ว พากันมาเยี่ยม จึงได้สติว่า ผมพักผ่อนพอแล้ว


การนอนที่มากเกินไปทำให้ครั่นตัวอย่างทรมาน ผมโทร.หาหวังเหมิงก่อน สอบถามเรื่องสถานการณ์ทางร้าน นอกจากไม่ค่อยมีลูกค้าแล้ว ทุกอย่างเป็นปกติ ความจริงการไม่มีลูกค้าก็เป็นส่วนหนึ่งของความปกติ เจ้าของร้านไม่อยู่ ถ้ามีลูกค้าสิแปลก จากนั้นโทร.หาคุณป้า คุณน้า คุณอา คุณลุง ญาติคนไหนก็ตามที่ไปมาหาสู่กับอาสาม ผมโทร.ถามหมด ว่าได้ข่าวอาสามบ้างไหม แต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลย สุดท้ายผมโทร.ไปที่ร้านของอาสาม ลูกจ้างของเขาคนหนึ่งรับสาย ผมถามว่า “เถ้าแก่สามกลับมาหรือยัง”


ลูกจ้างลังเลครู่หนึ่ง พูดว่า “เถ้าแก่สามยังไม่กลับครับ แต่มีคนประหลาดคนหนึ่งอ้างว่าเป็นพี่น้องกับคุณ มาถามหาที่อยู่ของคุณ ผมไม่รู้จักเขา แต่เห็นท่าทางหลุกหลิก ไม่เหมือนคนดี จึงช่วยไล่ไป ก่อนไปเขาทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ คุณจะลองโทร.ไปดูไหม”


ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง รู้สึกแปลกใจ ผมมีเพื่อนหลากหลาย แต่คนที่รู้จักไปถามหาผมถึงที่ร้านของอาสาม กลับมีนับนิ้วได้ คิดสักครู่หนึ่งจึงถาม “คนคนนั้นอายุประมาณเท่าไหร่”


“ผมก็ไม่แน่ใจ พอๆ กับคุณ ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคุณ ตัดผมเกรียน ตาสามเหลี่ยม ดั้งค่อนข้างโด่ง ใส่แว่น สวมต่างหู ดูๆ ไปไม่จีนไม่ฝรั่ง ไม่เข้าพวกอะไรเลย”


“ไม่เข้าพวกอะไรเลย?” ผมทวนคำนี้ นึกในใจว่าเป็นใครกันนะ แล้วทันใดนั้นหัวใจกระตุกทีหนึ่ง ถามลูกจ้างคนนั้นว่า “คนคนนั้นพูดจาไม่ค่อยคล่องใช่ไหม”


“ใช่ๆๆๆ หมอนั่นจะพูดอะไรสักเรื่อง ต้องติดอ่างสิบกว่าทีถึงจะพูดจบประโยค”


ผมดีใจมาก รู้แล้วว่าเป็นใคร รีบขอเบอร์แล้วโทร.ไปทันที ครู่สั้นๆ โทรศัพท์ก็ต่อติด ปลายสายส่งเสียงที่ทั้งคุ้นเคยและห่างเหิน “คะ—คระ—ใครอะ”


ผมหัวเราะร่วน พูดว่า “บัดซบ แม้แต่เสียงฉัน นายยังฟังไม่ออกเรอะ”


เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ส่งเสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นกลับมา ร้องลั่น “มะ—ไม่—ไม่ได้ยินเสียงนายสามปีแล้ว มันก็ต้อง—จำไม่ ได้ดิ เสียงของนายนี่มันแตกหนุ่มแล้วจริงๆ”


ผมอดรู้สึกตีบตันขึ้นในใจไม่ได้ น้ำตาแทบไหล ด่ากลับไปว่า “นายยังมีหน้ามาว่าฉัน ตั้งกี่ปีแล้วไม่ส่งเสียงส่งข่าวอะไรมาเลย ฉันนึกว่าตายห่าไปแล้วซะอีก!”


ผู้ที่อยู่ปลายสายคือเหลาหย่างนั่นเอง ชื่อจริงของเขาคืออะไรผมลืมไปแล้ว ผมกับเขาโตมาด้วยกัน ใส่กางเกงตัวเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก จะทำอะไรก็ต้องทำด้วยกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งรู้สึกเหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ทางบ้านเขาค่อนข้างจน เรียนจบมหา’ลัยแล้วหางานทำไม่ได้ ก็มารับจ้างทำงานที่ร้านผม อย่าเห็นว่าเขาพูดจาตะกุกตะกัก จริงๆ โคตรจะอำคนเก่ง เราสองคนฝนตกขี้หมูไหล กอดคอร่วมจัญไร ร่วมกันบริหารอย่างมั่วซั่ว แต่ก็อยู่อย่างสุขสบายดี


ทว่าเมื่อสามปีก่อน ไอ้หมอนี่ไม่รักดี ติดตามลูกพี่ลูกน้องจากเจียงซีไปคว่ำกรวยเล่นแถวภูเขาฉินหลิ่ง[1] ปรากฏว่าโดนจับ ญาติผู้พี่ของเขาโดนโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเขาอาศัยความปลิ้นปล้อนตลบตะแลง บอกว่าตัวเองเป็นเยาวชนที่ดีของชาที่โดนภัยสังคมหลอก ชักจูงให้หลงผิด สุดท้ายจึงโดนแค่สามปี ตอนแรกๆ ผมตั้งใจไปเยี่ยม แต่ไอ้หมอนี่มันหน้าบาง ตีให้ตายก็ไม่ยอมออกมาเจอ ต่อมาผมย้ายบ้าน จึงขาดการติดต่อ ไม่นึกว่าตอนนี้จะพ้นโทษแล้ว


จะว่าไป การที่เขาไปคว่ำกรวย ผมเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ผมโม้ให้เขาฟังตั้งแต่เด็กว่าปู่ของผมเก่งกาจอย่างไร ซ้ำยังชอบเอาสมบัติของคุณปู่ออกมาอวด คาดว่าเขาคงเกิดความคิดแผลงๆ เรื่องการคว่ำกรวยตั้งแต่ตอนนั้น หมอนี่ ใจกล้าบ้าบิ่น ตอนเด็กๆ ผมจะเป็นคนต้นคิดแล้วเขาเป็นคนลุย เพียงแต่ไม่นึกว่าเรื่องที่เสี่ยงโดนกุดหัวแบบนี้ เขาจะกล้าไปทำ


ผมกับเขามีเรื่องที่อยากคุยกันถึงสามปี พอได้เปิดปากเท่านั้นก็หุบไม่ลง! พูดจนปากเป็นตะคริว โทรศัพท์มือถือร้อนฉ่าก็ยังไม่หายมัน ผมกำลังติดลม บอกเขาว่า “ค่ำๆ นายไม่มีธุระใช่ไหม ฉันเลี้ยงต้อนรับ เราไปกินข้าวกัน ก๊งกันให้ชุ่มปอด”


เหลาหย่างก็กำลังเมามันเช่นกัน ตอบว่า “ย่อม—ย่อมได้อยู่แล้ว ฉันไม่ ได้กินเนื้อชิ้นโตๆ มาสามปีแล้ว วันนี้จะกินให้หนำใจ!”


เรื่องราวตกลงตามนั้น ผมตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ อาบน้ำอาบท่า เก็บบ้านรอบหนึ่ง แล้วก็ไปรอไอ้หมอนั่นที่ร้านอาหารตามนัด สั่งเมนูทุกอย่างที่มีเนื้อชิ้นโตๆ พอพลบค่ำ ยังไม่ได้เวลาดี ไอ้หมอนั่นก็มาแล้ว ผมเห็นปุ๊บก็ร้องไอ้ยะ หมอนี่


ไม่ธรรมดา ติดคุกสามปี ยังอ้วนขึ้นได้อีก


ซี้เก่าสองคนเจอกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดเหล้าขาวอู่เหลียงเยี่ยไปก่อนครึ่งขวด คิดถึงชีวิตความเป็นอยู่เมื่อก่อน สลับกับมองตอนนี้ อดถอนใจไม่ได้ กระทั่งข้าวอิ่มหนำ กับเกลี้ยงเหล้าหมด จึงพบว่าคุยกันจนไม่เหลือเรื่องให้คุยแล้ว


ตัวผมตอนนั้นดื่มเหล้าดื่มไปเยอะ สมองมึนๆ ก็เริ่มพูดเรื่องความผิด


ของเขา เรอพลางถามว่า “นายบอกฉันมาตามตรง ตอนนั้นที่พวกนายไปคว่ำกรวย ไปได้ของอะไรมากันแน่ ญาติผู้พี่ที่เจียงซีของนายถึงกับโดนโทษตลอดชีวิต”

 

พอพูดออกมาผมก็เสียใจทันที นึกในใจว่าจะพูดเรื่องนี้ไปทำไม ประเดี๋ยวเกิดสะกิดต่อมเศร้าของเขาขึ้นมา จะหาทางลงให้ไม่ได้


ไม่นึกว่าพอเขาได้ยินผมถามเท่านั้น กลับแสดงสีหน้าภาคภูมิใจ เขี่ยฟันพลางตอบ “ของที่ฉันคว่ำมาน่ะเหรอ หึหึ มหัศจรรย์ที่สุด ไม่ใช่—ไม่ ใช่ว่าฉันไม่ยอมบอกนาย แต่ต่อให้บอก นายก็ไม่รู้จัก”


ผมโดนเขาดูถูกก็โกรธ “นายหยุดไปเลย ฉันไม่ใช่เด็กน้อยเมื่อสามปีก่อนแล้ว จะเป็นของจากยุคราชวงศ์ถัง ซ่ง หยวน หมิง ชิง ขอให้นายบรรยายรูปร่างของมันได้ ฉันก็รู้ว่ามันคืออะไร”


เหลาหย่างเห็นผมสีหน้าจริงจัง หัวเราะพูดว่า “น้ำ—น้ำหน้าอย่างนายเนี่ยนะ ยังจะถังซ่งหยวนหมิงชิง!” ว่าแล้วเขาก็เอาตะเกียบจุ่มเหล้า วาดภาพรูปทรงประหลาดขึ้นบนโต๊ะ “นาย—นายเคยเห็นของอย่างนี้หรือเปล่า”


ผมตาปรือๆ เพ่งดูสองสามรอบก็ยังดูไม่ออก รู้สึกเหมือนเป็นต้นไม้ แต่ก็เหมือนกับเสา ด่าออกไปว่า “ไอ้งั่งเอ๊ย นั่งคุกสามปี แม่งฝีมือวาดภาพไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย นี่นายวาดอะไรของนาย อย่างกับไม้พลอง!”


เหลาหย่างพูดว่า “นาย—นาย—ก็ดูๆ ไปเหอะ! สาย—สายตาอย่างนาย คู่ควรกับการดูภาพแค่นี้แหละ!”


ผมเพ่งดูอย่างละเอียด มันเป็นภาพวาดที่ดูไม่รู้เรื่องจริงๆ บอกเขาไปว่า “ผีบ้าที่ไหนจะไปรู้ว่านายวาดอะไร ตรงนี้แตกเป็นสองสามกิ่ง นายตั้งใจจะวาดลวดลายบางอย่างใช่ไหม วาดออกมาอย่างกับกิ่งไม้ ภาพนี้วาดได้ห่วยเกิน ฉันดูไม่ออก!” เหลาหย่างยิ้มอย่างชอบใจ ลดเสียงต่ำลง พูดกับผมอย่างลึกลับว่า “อย่า—อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ไอ้นี่น่ะคือกิ่งไม้จริงๆ เป็นกิ่งของต้นไม้สำริดขนาดเท่าข้อมือ!”


ผมได้ยินแล้วก็ร้องโอย ที่แท้ไอ้หมอนี่คว่ำเอาเครื่องสำริดออกมา นี่มันไม่คิดถึงชีวิตกันแล้ว โดนแค่สามปีถือว่ากำไรแล้ว รีบพูดว่า “ไอ้ของชิ้นนี้น้ำหนักมันต้องขนาดไหน นายนี่ของชิ้นเล็กๆ ไม่ยอมคว่ำ ดันคว่ำเอาของชิ้นใหญ่ วอนนอนคุกนี่หว่า”


เขาตบไหล่ผม แงะเอาเผือกผัดต้นหอมชิ้นหนึ่งโยนเข้าปาก พูดว่า “นายไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้น สถานที่นั้นไม่เหมือนอย่างที่นายคิด ถ้าเล่าแล้วยาว”


ผมพอมีความรู้เรื่องเครื่องสำริดอยู่บ้าง ครุ่นคิดเรื่องภาพที่เขาวาด นึกถึงพวกต้นไม้เทพเจ้าสำริดที่ขุดได้จากซากโบราณซานซิงตุยเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีส่วนคล้ายจริงๆ


ซานซิงตุยเป็นซากเมืองโบราณแห่งอาณาจักรแคว้นสู่โบราณ พูดกันตามตรง มันอยู่นอกเหนือขอบเขตที่นักค้าขายวัตถุโบราณอย่างเราๆ จะเอื้อมถึง มีอายุยาวนานเกินไป มูลค่าสูงเกินไป ให้เปิดราคามาสูงลิบแค่ ไหนก็ไม่เรียกว่าแพง ถ้าสถานที่ที่เหลาหย่างไปมีของประเภทนี้ ก็ไม่รู้ควรจะบอกว่าเขาดวงดีหรือดวงซวย


ผมชักสนใจของชิ้นนี้ขึ้นมาทันที จึงถามเขาว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร เขาดื่มไปเยอะ และไม่คิดจะปิดบังอยู่แล้ว จึงเล่าทั้งหมดอย่างละเอียด


ตอนนั้นพวกเขาเดินเท้าอยู่ในป่าภูเขาฉินหลิ่งสิบกว่าวันแล้ว นอกจากป่าดงดิบก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย แทบจะอยู่ในสภาพกระสุนเกลี้ยงเสบียงหมด


เหลาหย่างกับญาติผู้พี่ของเขา ความจริงไม่ได้มีความรู้เรื่องขุดสุสาน อาศัยเพียงความคลั่งไคล้ ยามนั้น ญาติผู้พี่ของเขาถอดใจแล้ว ต้องการถอยกลับ แต่เหลาหย่างยังดื้อยื้อ จึงยังไม่ย้อนกลับกันทันที


วันนี้ พวกเขาเดินป่ามาถึงด้านในของหุบเขาที่ซ่อนอยู่ในผาสูงเขาชัน ตลอดหลายวันมานี้ หุบเขาแบบนี้พวกเขาเจอมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ แต่รอบนี้เหลาหย่างพบความแตกต่าง


ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่นี่แปลกมาก ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลต่ำ อุณหภูมิสูง บริเวณใจกลางของหุบเขามีดงป่าไทรที่กว้างใหญ่ ป่านั่นน่ะมีต้นไทรขนาดสิบคนโอบไม่รอบตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ปิดฟ้าบังอาทิตย์ รากไทรเลื้อยอยู่เต็มพื้น จนแทบไม่มีช่องว่างให้เดิน


ญาติผู้พี่ของเหลาหย่างเห็นเช่นนี้รู้สึกผิดปกติ ป่าไทรเติบใหญ่ได้ถึงขนาดนี้ ไม่เหมือนเป็นไปเองตามธรรมชาติ


คำโบราณบอกว่า “ดินเค็มไร้หญ้าป่า หนึ่งทิวาเจ็ดแปดสะพาน เขาโล้นไร้ไพรวัน มีดินทรายให้ตักตวง” สถานที่ที่ต้นไม้ใบหญ้าเติบโตผิดปกติ ใต้ดินหรือพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้นอาจมีปัญหา บางทีอาจมีสุสานโบราณ


รากไทรเหมือนงู ตวัดรัดพันเกี่ยวกันเอง พื้นที่ป่าหนาแน่นกว่าป่าทั่วๆ ไป หากเข้าไปเกรงว่าจะต้องลำบาก แต่คิดๆ ดูแล้ว การเดินทางทริปนี้ก็ลำบากมาแล้วไม่น้อย แต่ตักตวงอะไรไม่ได้เลยสักนิด ญาติผู้พี่ของเขาก็ไม่อยากยอมแพ้ สุดท้ายก็กัดฟันนำเหลาหย่างเดินเข้าไป


พวกเขาเดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ กระทั่งดวงอาทิตย์ตกจึงค่อยๆ เข้าใกล้บริเวณใจกลางทะเลป่า เสียงนกเค้าแมวดังระงมรอบตัว แสงสว่างมืดสลัว พวกเขาเปิดไฟฉาย ชะลอความเร็วลง เพื่อไม่ ให้หลงทาง


ขณะนี้เองญาติผู้พี่ของเขาสะดุดบางสิ่งจนเกือบล้ม เหลาหย่างช่วยพยุงตัวเขาไว้ หันขวับกลับมา ที่แท้คือท่ามกลางดงรากไทรตรงฝ่าเท้า ห่อพันสิ่งหนึ่งเอาไว้ โผล่สูงขึ้นมาจากพื้น


พวกเขาใช้ขวานสั้นฟันรากฝอยพวกนั้นทิ้งจนเห็นสิ่งของด้านในเผยออกมา เมื่อส่องด้วยไฟฉาย ปรากฏว่าเป็นหินแกะสลักรูปคนที่มีตะไคร่น้ำเกาะเต็ม ดูจากเครื่องแต่งกาย คล้ายเป็นรูปแบบก่อนยุคราชวงศ์ฮั่น ภาพแกะสลักแบบนูนต่ำเป็นลวดลายโทเท็มที่สวยงาม


การปรากฏของหุ่นหินทำให้พวกเหลาหย่างตระหนักว่า ในป่านี้มีบางสิ่งซ่อนอยู่จริงๆ ตามคำโบราณว่าไว้ไม่ผิด...


พวกเขาตรวจดูรอบๆ ตัวหุ่น ไม่นานก็พบว่าผิวดินใต้ใบไม้ในป่าไทรผืนนี้ ฝังแผ่นกระดานหินขนาดใหญ่เอาไว้จำนวนมาก คล้ายกับซากของเส้นทางถนนโบราณเส้นหนึ่ง หุ่นหินนั่นตั้งอยู่ข้างๆ เส้นทางเส้นนี้ คล้ายกับเป็นหุ่นทหารผู้พิทักษ์เส้นทางหิน


ลักษณะการจัดวางเช่นนี้ หรือจะเป็น “เส้นทางเทวะแห่งสุสานกษัตริย์” เหลาหย่างคิด เมื่อตอนอยู่ที่หมู่บ้านเล็กซึ่งห่างจากจุดนี้หลายสิบลี้ มีผู้เฒ่าบอกว่าในภูเขาลูกนี้ฝังพระศพเจ้าเมืองราชวงศ์จิ้นตะวันตกไว้หลายพระองค์ หรือว่าที่อุตส่าห์ดั้นด้นลำบากตรากตรำกันมาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็ได้เจอเข้าแล้ว


ถ้าเป็นความจริง ความเหนื่อยยากลำบากหลายวันนี้ก็คุ้มค่า


เขากับญาติผู้พี่หารือกันครู่หนึ่ง ตัดสินใจเดินหาไปตามเส้นทางโบราณนี้ดูก่อน หากบริเวณใกล้ๆ นี้มีสุสานโบราณตั้งอยู่จริง ก็ย่อมพบเห็นร่องรอย


พวกเขาเดินไปบนเส้นทางโบราณกันต่ออีกหลายชั่วโมง เข้าสู่บริเวณใจกลางผืนป่า สองข้างของถนนหิน พวกเขาพบซากหุ่นหินอีกจำนวนไม่น้อย บ้างนอนล้มอยู่ข้างๆ บ้างจมเข้าไปในต้นไม้ ทั้งหมดมีตะไคร่เกาะเต็ม ร่องรอยของเส้นทางเทวะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


พวกเหลาหย่างแอบนึกดี ใจ รีบเร่งฝีเท้า แต่ที่ประหลาดคือ ยิ่งมุ่งหน้าไปตามเส้นทางโบราณ รากลอยรอบตัวยิ่งหนาชุก จนถึงสุดท้าย พวกเขาถึงกับต้องใช้มีดฟันถางจึงจะพอฝ่าไปได้ คล้ายกับต้นไม้ที่นี่ไม่ต้องการให้คนแปลกหน้าเยื้องย่างกล้ำกราย


เดินเท้ากันไปเช่นนี้จนครึ่งคืน หลังจากเหน็ดเหนื่อยจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง ช่องของพุ่มไม้ด้านหน้าจึงปรากฏแสงจันทร์ เหลาหย่างรู้สึกว่าอาจถึงปลายทางของทางหินแล้ว พวกเขาก้าวข้ามกองเศษหินกองใหญ่ ฟันถางรากลอยช่อสุดท้าย มุดออกมาจากดงป่าไทร


ทันใดนั้นภายใต้แสงจันทร์ หลุมหินรูปทรงพีระมิดคว่ำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของพวกเขา ขนาดพอๆ กับหนึ่งสนามฟุตบอล คล้ายกับกรวยขนาดยักษ์ฝังลงกลางป่า รอบด้านทั้งสี่ทิศสร้างขั้นบันไดจำนวนร้อยกว่าขั้น ไต่ลงสู่ก้นหลุม


เหลาหย่างตกตะลึง เขาไม่นึกเลยว่าเมื่อสุดทางหินจะเป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ รู้สึกหัวใจเต้นรัว ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบ อยากคุกเข่าลงโขกหัวกราบกรานหลุมหลุมนี้


แต่เห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่ใช่สุสานโบราณ สถานที่แห่งนี้คืออะไร และทิ้งเอาไว้จากยุคราชวงศ์ ไหน


ญาติผู้พี่ของเหลาหย่างพอมีวิชาอยู่บ้าง เห็นภาพเช่นนี้ก็ตะลึงงันเช่นกัน เขาพูดกับเหลาหย่างว่า “ที่นี่ต้องเกี่ยวข้องกับพิธีบวงสรวง ดูเหมือนปะรำพิธีสักอย่าง เรารีบลงไปหาดูใต้หลุมกันว่ามีสมบัติมีค่าอะไรบ้าง”


ขณะนี้ ดวงจันทร์บนท้องฟ้าเป็นฝ้าขาว แสงมืดสลัว พวกเขาเปิดไฟฉายเพื่อไม่ให้เดินสะดุดรากไม้ซึ่งเลื้อยเป็นงู ไต่บันไดหินลงสู่ด้านล่างอย่างประหม่าและตื่นเต้นจนมาถึงก้นหลุม


หลุมทั้งหลุมนี้ถูกอำพรางไว้ด้วยรากลอยของต้นไทร หากไม่ได้เดินตามเส้นทางหินโบราณอย่างเคร่งครัด ต่อให้เดินเฉียดข้างๆ ไปก็ไม่มีทางเจอ ส่วนภายในก้นหลุม แผ่นกระดานหินที่ปูพื้นปริแตกจนเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์ รากไม้จำนวนมากแทงออกมาจากหิน แล้วมุดกลับคืนไปทางรอยต่อระหว่างหินอีกที ซากโบราณสถานนี้ถูกทำลายจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม


ก้นหลุมปกคลุมไปด้วยหญ้าวัชพืชหนาๆ มีเพียงพื้นที่ส่วนน้อยบางส่วนที่เปิดออกเป็นร่องรอยของบล็อกหินสีเขียว


ต้นหญ้าสูงเท่าเอว พวกเขาใช้มีดฟันถางพลางเดินหน้า ไม่นานก็มาถึงใจกลางปะรำพิธี


ใจกลางของปะรำพิธีมีบ่อดินที่ใช้ก้อนหินล้อมไว้เป็นวงกลม ลึกราวสิบเมตร ส่องไฟลงไป ก้นบ่อมีแต่หญ้า พวกเขาใช้เชือกไต่ลงก้นบ่อ ค้นหาดูรอบๆ ก่อน เมื่อไม่พบอะไรก็เริ่มลงเสียมลั่วหยาง


เสียมไม้แรกตอกลงไปลึกถึงสิบห้าเมตร ยังไม่ถึงก้น เหลาหย่างถอนเสียมออกมา ตบก้อนดินดู พบว่าในดินที่ติดออกมามีขี้เถ้าเจือปน เหมือนกับมีการเผาสิ่งของจำนวนมาก ในกองขี้เถ้า พวกเขายังพบเศษของเครื่องปั้นดินเผาและเศษหยก


ดินขี้เถ้าใต้ชั้นดินคือร่องรอยจากการเผาเครื่องเซ่น เศษเครื่องปั้นดินเผากับเศษหยกที่หลงเหลือ คือเครื่องเซ่นไหว้บูชาในยุคนั้น ท่าทางบ่อดินบ่อนี้จะเป็นสถานที่เผาเครื่องเซ่นบวงสรวงในพิธีการบวงสรวงคนตายเมื่อยุคก่อน ซ้ำยังเคย


ถูกใช้งานไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง


เหลาหย่างขณะนี้สะกดกลั้นความตื่นเต้นของตนเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ในประวัติศาสตร์ ยามประกอบพิธีเซ่นสรวง มักเผาเครื่องสำริดและเครื่องหยกชิ้นงามจำนวนมาก หากสามารถขุดพบสักชิ้นสองชิ้น พวกเขาก็รวยเละ


พวกเขาเริ่มใช้พลั่วขุดดิน ผลัดกันทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ครู่หนึ่ง หลังจากขุดลึกลงไปราวเจ็ดเมตร เศษหยกและเศษเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมากถูกขุดขึ้นมา ถึงกับมีจำนวนที่นับไม่หวาดไม่ไหว ตั้งแต่แผ่นหยก ป้ายหยก ไหดินเผา กาดินเผา แทบครบทุกอย่าง ไม่นานนักสิ่งของเหล่านี้ก็กองเต็มเป็นภูเขา


แต่ที่น่าเสียดายคือ เครื่องหยก เครื่องดินเผาส่วนใหญ่แตกหักเสียหาย มีมูลค่าไม่สูงในท้องตลาด ทำให้พวกเหลาหย่างผิดหวังมาก และสิ่งที่ผิดหวังที่สุดคือ ไม่มีเครื่องสำริดอย่างที่พวกเขาวาดหวัง


พวกเขายังไม่ถอดใจ ตั้งหน้าตั้งตาขุดกันต่อไป จนกระทั่งความลึกเกือบสิบเมตรก็ยังไม่เจอของดี ขณะที่การขุดหลุมในแนวดิ่ง ความลึกสิบเมตรกว่าๆ ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว หากจะขุดต่อ ต้องระวังเรื่องพังถล่ม ทำให้พวกเขาจำต้องหยุด


ญาติผู้พี่ของเขานับว่ารอบคอบ บอกว่า ขุดกันมาตั้งนานยังไม่เจอของ สงสัยปะรำพิธีนี้ ไม่เคยใช้เครื่องสำริดเป็นเครื่องเซ่น เลิกขุดกันเถอะ เก็บเศษขยะพวกนี้กลับไปก็พอคืนทุนแล้ว ถือว่าโชคไม่ดีก็แล้วกัน


แต่เหลาหย่างยังไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าญาติผู้พี่จะว่าอย่างไรเขาก็ยืนกรานจะขุดต่อ เขาบอกให้ญาติผู้พี่กลับขึ้นไปก่อน ตัวเขาเองขุดต่อไปอีกราวสองชั่วโมง กระทั่งลึกถึงสิบสี่เมตรกว่า พลันมีเสียงดัง “แก๊ง” พลั่วของเขากระทบกับวัตถุประเภทโลหะ


เหลาหย่างกับญาติผู้พี่ของเขาสบตากันแวบหนึ่ง ก้มลงดู บริเวณใจกลางหลุมปรากฏวัตถุสีเขียวคล้ำนูนขึ้นมา


มีเครื่องสำริดจริงๆ ด้วย เหลาหย่างนึก ตื่นเต้นจนมือสั่น ญาติผู้พี่ของเขาร้องขึ้นอย่างดีใจ โยนพลั่วทิ้งแล้วกระโดดลงมาในหลุม คนทั้งสองเริ่มใช้มือขุดเอาวัตถุชิ้นนี้ออกมา


เพียงครู่เดียว วัตถุประหลาดชิ้นหนึ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกเขา มันเป็นไม้กระบองสำริดหนึ่งอัน แต่แท้ที่จริงมันคืออะไรยังดูไม่ออก เมื่อพวกเขาปัดขี้เถ้าที่คลุมอยู่ผิวนอกออก สำริดที่หลอมขึ้นเป็นรูปกิ่งไม้ด้วยงานฝีมือประณีตงดงาม


กิ่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า


พวกเขาสองคนดีอกดีใจ ของอย่างนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แสดงว่าต้องมีมูลค่ามากแน่ ช่วยกันออกแรงหมายจะขุดมันขึ้นมา พวกเขาใช้มือขุดลึกลงไปอีกหลายเมตร แต่ก็ยังไม่เห็นโคน ดึงถอนก็ดึงไม่ออก จึงใช้พลั่วขุดต่อ กระทั่งขุดลึกลงไปอีกหกเจ็ดเมตร กิ่งไม้สำริดนั่นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเห็นปลายสุด


เหลาหย่างเริ่มแปลกใจ ประสบการณ์ค้าขายวัตถุโบราณบอกเขาว่า มีน้อยมากที่เครื่องสำริดจะสูงเกินสามเมตร แต่วัตถุตรงหน้าชิ้นนี้ เพียงประเมินด้วยตาเปล่า ขั้นต่ำก็สูงร่วมยี่สิบเมตร นี่มันผิดปกติมากเกินไปแล้ว ใต้ดินผืนนี้ยังฝังอยู่อีกเท่าไหร่กันแน่


อุโมงค์โจรขุดลึกเกือบยี่สิบเมตร หากดันทุรังขุดต่อต้องถล่มแน่ แต่จะให้กลับบ้านมือเปล่ารึก็เจ็บใจ ทั้งคู่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ตัดสินใจไม่ถูก


สุดท้ายก็ได้ญาติผู้พี่ของเขาอีกเช่นกัน เขากระเถิบออกห่างกิ่งสำริดราวหนึ่งเมตร ตอกหัวเสียมลั่วหยางลงไปเฉียงๆ จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มท่อเหล็ก ตอกไปเรื่อยๆ จนลึกลงไปราวสิบเมตร เสียงตอกท่อเหล็กจึงดังทึบๆ แล้วตอกต่อไปไม่เข้า




 

เหลาหย่างเล่าถึงตรงนี้ สีหน้าเริ่มไม่เป็นธรรมชาติ จุดบุหรี่มวนหนึ่งสูบอัดเต็มฟอด พูดว่า “นั่นแสดงว่ากิ่งสำริดนั่นส่วนที่ยังอยู่ใต้ดินยังมีอีกอย่างน้อยราวสิบเมตร ความสูงรวมกันทั้งหมดคือขั้นต่ำสามสิบเมตร ของชิ้นใหญ่ขนาดนี้ต่อให้ขุดออกมาไหว ก็แบกกลับไม่ไหว”


ผมฟังแล้วอ้าปากค้าง รู้สึกว่าเรื่องของเขาเข้าข่ายโม้เกินจริงไปหน่อย กระถางสำริด “ซือหมู่อู้ติ่ง” ที่ขุดพบในบ้านสกุลโหวแห่งหมู่บ้านอู่กวนชุน เมืองอานหยาง มณฑลเหอหนาน เป็นเครื่องสำริดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ส่วนสูงก็แค่หนึ่งเมตรกว่า สมัยนั้นการหล่อวัตถุขนาดใหญ่เท่านี้ต้องใช้คนทำงานพร้อมกันร่วมสองสามร้อยคน หากต้องหล่อต้นไม้สำริดที่มีความสูงสามสิบเมตรจริง มิต้องใช้คนงานนับหมื่นคนหรือ


แต่เขาเล่ามาแล้วตั้งเยอะ ผมจะแย้งหรือก็ไม่เหมาะ จึงถามว่า “แล้วไงต่อ ได้ขุดต่อไปหรือเปล่า”


เหลาหย่างตอบ “เปล่า ตัวฉันเองอยากขุด แต่ญาติผู้พี่ฉันดันบอกว่า นี่อาจเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เผลอๆ อาจงอกขึ้นมาจากใต้ดินจริงๆ จะขุดต่ออีกไม่ได้ ตอนหลังฉันก็ไตร่ตรองแล้ว หากขุดต่อไปจะเสี่ยงเกิน จึงยอมตัดใจ—นายว่าแปลกไม่แปลก ฉันสันนิษฐานว่ากิ่งไม้ กิ่งนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเครื่องสำริดยักษ์ ของที่อยู่เบื้องหลังอาจใหญ่โตยิ่งกว่านี้ ถ้าขุดออกมาได้ทั้งชิ้นคงจะเขย่าโลก”


ผมพูดอย่างแปลกใจว่า “นั่นแสดงว่านายไม่ได้ขนต้นไม้สำริดนั่นออกมาด้วย แล้วนายโดนจับได้ยังไง”


เขาตอบ “เรื่องนี้เล่าขึ้นมาแล้วก็แปลก ตอนนั้นพวกเรายังเจ็บใจกันอยู่ จึงขุดหลุมจากตรงจุดอื่นอีกสองสามหลุม กระทั่งขุดได้หม้อกระทะชามขันที่สภาพสมบูรณ์หน่อย พอกลับออกจากเขาก็จะหาที่ปล่อย แต่ญาติผู้พี่ของฉัน ตั้งแต่เห็นสิ่งสิ่งนั้นก็กระสับกระส่าย พอเข้าเมืองมา เจอใครก็เล่าแต่เรื่องกิ่งสำริด เขตภูเขาฉินหลิ่งแต่ไรมาเป็นสถานที่ที่รังเกียจโจรขุดสุสาน มีการเฝ้าระวังเข้มงวด พอเราไปปล่อยของกันที่ร้านขายของเก่า มีคนสองสามคนได้ฟังเรื่องราวเลอะเทอะที่ญาติผู้พี่ฉันเล่า เดาฐานะพวกเราออกก็ไปแจ้งความ! โชคดีตำรวจคนที่จับฉันเป็นคนจากหมู่บ้านเดียวกัน เห็นว่าฉันยังเป็นเด็กหนุ่ม ก็บอกให้ฉันยืนกรานว่า ‘โดนหลอกมา’ จึงติดแค่สามปี ส่วนญาติผู้พี่ของฉันความจริงก็ควรโดนแค่สี่ห้าปีเท่านั้นแหละ แต่ที่ไหนได้ เขาเหมือนวิกลจริตไปแล้ว อยู่ดีๆ ก็สารภาพเรื่องสุสานที่เคยขุดมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดอย่างหมดเปลือก จึงโดนตลอดชีพ หวุดหวิดโดนโทษประหารด้วยซ้ำ”


ผมร้อง “อ้อ” ออกมา “งั้นนายก็ซวยเข้าขั้นจริงๆ เหนื่อยมาตั้งขนาดนี้ กลับไม่ได้อะไรเลย ฉันเคยบอกนายกี่ครั้งแล้วว่า ห้ามปล่อยของในพื้นที่ เรื่องที่นายทำเป็นงานมิจฉาชีพ มันเป็นปฏิปักษ์กับคนในพื้นที่ ทำแบบนี้เรียกกรรมตามสนอง” เหลาหย่างยิ้มอย่างลึกลับ พูดว่า “ฉัน—ฉันก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไร—เลย หรอกนะ นายลองดูสิ่งนี้—” พูดพลางก็ชี้ที่ต่างหู




[1]  ภูเขาฉินหลิ่ง - Qinling Mountain ตั้งอยู่ในมณฑลส่านซี ตอนกลางประเทศจีน




โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

หนานไพ่ซานซู (南派三叔)
"นิยายแนว “ผจญภัยขุดสุสาน” ที่สนุกที่สุด
ยอดขายรวมกว่า 12,000,000 เล่มในประเทศจีน
"

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'บันทึ...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด