บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน เล่ม 1 ตอน ตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
นักเขียน : หนานไพ่ซานซู (南派三叔)

อ่านการ์ตูน



ผมมองดูแผ่นพรินต์รูปถ่ายสำเนาผ้าไหมจารึกที่บนนั้นมีแต่ตัวหนังสือเป็นพืด สลับกับดูสีหน้าของอาสาม ไม่เหมือนกำลังพูดล้อเล่น อะไรกัน หรือว่าอาสามจะบรรลุวิชามองตัวหนังสือเห็นรูปภาพแล้ว แต่ไม่ว่าจะมองดูท่าไหน ตาแก่ไม่เอาไหนที่วันทั้งวันมั่วสุมอยู่กับอยู่แต่สุรานารีกินดื่มการพนันคนนี้ ไม่น่ามีรากเหง้าของวิถีแห่งเซียนอะไรเลยนี่นา


อาสามตื่นเต้นจนตัวสั่น พลางพูดพึมพำกับตัวเอง “ไอ้คนพวกนี้ไปได้ของดีขนาดนี้มาจากไหนกันนะ ทำไมทีข้าละไม่เคยเจอ คราวนี้โชคเข้าข้างแล้ว ดูท่าพวกนั้นจะยังไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร พวกเราก็จะได้ไปดักหน้ามัน ตักทรายขนสมบัติตัดหน้าไปก่อน”


ผมงงไปหมด “อาสาม ผมอาจจะโง่ไปนิดนะ แต่อามองเห็นแผนที่ได้จากตัวหนังสือจิ๋วๆ พวกนี้จริงๆ เหรอ”


“แกจะไปรู้อะไร นี่น่ะเรียกว่าอักขระภาพ ก็คือการใช้ตัวหนังสือบรรยายพิกัดสถานที่โดยละเอียด ของพวกนี้ถ้าเป็นคนอื่นจะดูไม่รู้เรื่อง โชคดีที่ฉันพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง บนโลกนี้ คนที่พอจะดูไอ้ของอย่างนี้ออก นอกจากฉันแล้ว คงมีอีกไม่เกินสิบคน”


อาสามของผมไม่มีความสามารถอย่างอื่น แต่เขาศึกษาเรื่องอักขระโบราณนอกกระแสที่พิลึกพิลั่นกับเรื่องรหัสลับอย่างถ่องแท้ พูดรวมๆ ก็คือ เรื่องไหนมีคนสนใจน้อยเขาก็ศึกษาเรื่องนั้น อย่างเช่นตัวอักษรอู่มู่ซูถูของราชวงศ์ซีเซี่ย ตัวอักษรหยาจื้อของชนเผ่าหนี่ว์เจิน เขาสามารถเล่าได้เป็นฉากๆ ดังนั้นการที่เขาจะรู้จักไอ้อักขระภาพอะไรนี่ ผมจึงไม่แปลกใจเลยสักนิด แต่เขาเป็นคนประเภทมีของดีแล้วเล่นตัว เมื่ออยู่ต่อหน้าจึงต้องแสร้งทำตัวโง่เข้าไว้ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะใช้คำพูดผลักไสคุณไปจนพ้น ดังนั้นผมจึงตีหน้าซื่อ ถามเขาว่า “อ๋อ บนนั้นเขียนว่า เดินไปทางซ้ายแล้วเดินไปทางขวา เจอต้นไม้ใหญ่ข้างหน้า ให้ขวาหัน เมื่อเห็นบ่อน้ำก็กระโดดลงไป แบบนี้ใช่ไหม”


อาสามถอนหายใจเฮือก “ไอ้หนูนี่เกินจะสั่งสอนแล้วจริงๆ เชาวน์ปัญญาของแกมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ ท่าทางวงศ์ตระกูลเราคงจบสิ้นในรุ่นของแกเสียแล้ว”


ผมเห็นท่าทางของเขาถอนอกถอนใจเสียเหมือนจริง เหมือนพูดออกมา


จากใจจริงๆ ก็อดขำไม่ได้ “งั้นอาว่าควรทำไงล่ะ เตี่ยก็ไม่ยอมสอนผม ของอย่างนี้


ใช่ว่าจะรู้โดยกำเนิดเสียหน่อย”


อาสามทำทีจิ๊จ๊ะปากอย่างภาคภูมิใจ พูดว่า “อักขระภาพชนิดนี้ ที่จริงคือรหัสลับประเภทหนึ่ง มีรูปแบบที่เคร่งครัด แค่นำเอาสิ่งที่มันเขียนไว้วาดออกมาตามรูปแบบ ก็จะกลายเป็นแผนที่ฉบับสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นแกอย่าได้ดูถูกตัวหนังสือไม่กี่ตัวบนผ้าไหมจารึกนี่เด็ดขาด ข้อมูลที่อยู่ในนั้นไม่รู้ซับซ้อนขนาดไหน เผลอๆ แม้กระทั่งตรงจุดไหนวางอิฐไว้กี่ก้อน ก็บอกเอาไว้อย่างชัดเจนกันเลยทีเดียว”


ผมฟังจบก็สนใจขึ้นมาทันที นึกในใจว่า ตั้งแต่เล็กจนโต ที่บ้านก็ไม่เคยให้ผมไปขุดสุสานของจริงสักที คราวนี้ต้องขอให้อาสามพาไปเปิดหูเปิดตาให้ได้ คลำเอาสมบัติกลับออกมาสักสองสามชิ้น จะได้รอดตายจากวิกฤตเศรษฐกิจนี่ด้วย ผมนึกไปพลางก็ถามว่า “ถ้าอย่างนั้นอาดูออกหรือเปล่าว่าสุสานที่เขียนไว้ในนี้เป็นสุสานของใคร หรือว่าเจ้าของสุสานพอจะเป็นพวกมียศถาบรรดาศักดิ์หรือเปล่า”


อาสามยิ้มอย่างชอบอกชอบใจ “ตอนนี้ฉันยังอ่านออกไม่หมด แต่หลุมศพที่ว่าน่าจะเป็นของราชนิกุลแห่งแคว้นหลู่ในยุคจ้านกั๋ว ดูจากที่มีคนใช้ภาษาอักขระภาพที่ลึกลับ บันทึกตำแหน่งที่ตั้งสุสานลงบนผ้าไหมจารึก ก็รู้ได้ว่าคนคนนี้น่าจะมีฐานันดรศักดิ์ค่อนข้างสูง อีกทั้งที่ตั้งสุสานจะต้องเร้นลับมาก เป็นกรวยชั้นยอด คุ้มค่าแก่การไปเยือน”


ผมมองดูดวงตาเป็นประกายของเขาแล้วรู้สึกประหลาดใจ ตาแก่คนนี้ปกติแม้แต่ประตูบ้านยังขี้เกียจจะออก หรือว่าคราวนี้คิดจะออกโรงเอง นี่มันเรื่องแปลกระดับพันปีมีหนเลยทีเดียว ผมรีบถามเขาว่า “อะไรกัน อาสาม นี่อาตั้งใจจะไปตักทรายเที่ยวนี้ด้วยตัวเองจริงๆ เหรอ”


เขาตบไหล่ผม “เรื่องนี้แกไม่เข้าใจสินะ ฉันจะบอกให้ฟัง ราชวงศ์ถัง ซ่ง หยวน หมิง ชิงน่ะ ในสุสานพวกนั้นมีสมบัติก็จริง แต่อย่างมากก็เป็นแค่สิ่งประดิษฐ์ที่ประณีตเลิศเลอ แต่ถ้าย้อนสมัยไปถึงยุคจ้านกั๋ว สุสานแห่งกษัตริย์โบราณของยุคนั้น ยุคสมัยยาวนานเกินไป แกไม่มีวันเดาได้เลยว่าข้างในจะมีอะไรได้บ้าง สุสานยุคจ้านกั๋วเป็นสถานที่เก็บสิ่งวิเศษ สิ่งเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่บนโลกมนุษย์! แกไม่คิดว่าฉันจะอยากเห็นมันหน่อยหรือ”


“อาแน่ใจขนาดนั้นเชียว? ไม่แน่ข้างในอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้นี่”


“ไม่มีทาง แกเห็นรูปนี้ไหม” เขาชี้ไปตรงรูปใบหน้าจิ้งจอกประหลาดนั้น “นี่เป็นหน้ากากที่สวมในพิธีบูชายัญมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดของแคว้นหลู่ ข้างในสุสานแห่งนี้ต้องเป็นคนที่สูงศักดิ์มากๆ อย่างแน่นอน อาจสูงกว่ากษัตริย์ในยุคนั้นด้วยซ้ำ


ผมพูดโพล่งออกไปว่า “เตี่ยของกษัตริย์”


อาสามถลึงตาใส่ผมทีหนึ่ง แล้วพยายามจะเก็บสำเนาแผ่นนั้นขึ้นมา ผมกดมันไว้ ยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า “อาสาม อย่าเพิ่งรีบเก็บสิครับ ถึงยังไงไอ้สิ่งนี้ผมก็เป็นคนหามา ไม่ว่ายังไงคราวนี้อาก็ต้องพาผมไปเปิดหูเปิดตาด้วย”


เขาร้องลั่น “ไม่ได้ เรื่องตักทรายมันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่นั่นไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไหนจะมีกลไกอีกเพียบ พร้อมตายได้ทุกเวลา แกเป็นหน่อเชื้อคนเดียวของเตี่ยแก ถ้าเกิดแกเป็นอะไรขึ้นมา ฉันต้องถูกเตี่ยแกจับถลกหนังแน่”


ผมก็ร้องขึ้นบ้าง “งั้นเลิกคุย! ถือว่าผมไม่เคยมาที่นี่!” พูดจบก็ชักกระดาษแผ่นนั้นออกจากมือของเขา หมุนตัวเดินหนี ผมรู้นิสัยของอาสาม พอเจอของชอบของตัวเองก็ไม่เหลือหลักการใดๆ แล้ว กับวัตถุโบราณเป็นอย่างนี้ กับผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้ ผมลองเสี่ยงดวงกับนิสัยข้อนี้ของอาสาม แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพียงเดินไปไม่กี่ก้าวเขาก็ยอมแพ้ วิ่งตามมาคว้ากระดาษในมือผม “ได้ ได้ แกแน่มาก แต่เราตกลงกันก่อน ตอนพวกฉันลงอุโมงค์โจร แกต้องรออยู่ด้านบน แค่นี้โอเคหรือยัง”


ผมหน้าบานทันที นึกในใจว่า พอถึงตอนนั้นถ้ารั้นจะลงไปด้วยเสียอย่าง ใครจะทำไม รีบพยักหน้าตอบไปว่า “ตกลงตามนี้! ออกไปนอกบ้าน ผมเชื่อฟังอาทุกอย่าง อาให้ทำอะไรผมทำหมด!”


อาสามถอนหายใจอย่างเอือมระอา พูดว่า “ลำพังเราแค่สองคนไม่พอทำงานนี้ พรุ่งนี้ฉันจะตามตัวลูกน้องที่มีประสบการณ์มาสมทบ ระหว่างนี้ฉันจะแกะรหัสอักขระภาพนี่ ส่วนแกต้องไปช่วยฉันจัดเตรียมสิ่งของ” พูดพลางเขาก็จดรายการให้ผมอย่างรวดเร็ว บอกกับผมว่า “อย่าได้ซื้อของเก๊มาเด็ดขาด อีกอย่าง เตรียมเสื้อผ้าของนักท่องเที่ยวเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นยังไม่ทันไปถึงที่ พวกเราจะโดนจับตัวเสียก่อน” ผมพยักหน้ารับปาก แล้วแยกย้ายกันไปทำงาน


สิ่งของที่อาสามต้องการตามหาค่อนข้างยากทั้งสิ้น ผมคิดว่าสงสัยเขาจงใจหาเรื่องผมมากกว่า เพราะสิ่งของในรายการเหล่านี้หาซื้อตามร้านค้าทั่วไปไม่ได้เลยจริงๆ อย่างเช่น ไฟฉายขุดเหมืองแยกส่วนได้ชนิดกันน้ำ ท่อเหล็กเกลียว หัวเสียมสำหรับงานสำรวจทางโบราณคดี มีดทหารอเนกประสงค์ พลั่วสนาม ค้อนด้ามสั้น ผ้าพันแผล เชือกไนลอน ผมซื้อไปแค่ครึ่งเดียวก็ใช้เงินไปเกือบหมื่นหยวนแล้ว รู้สึกเจ็บปวดหัวใจมาก แอบด่าจิ้งจอกเฒ่านี่รัวๆ แม่งเอ๊ย รวยจะตายแล้วยังขี้งก!




 

สามวันต่อมา ผม อาสามกับลูกน้องนักตักดินเก่าอีกสองคน พร้อมด้วยไอ้หนุ่มที่ซื้อสินค้าระดับกระดูกหลังมังกรของอาผมไปคนนั้น รวมทั้งหมดห้าคน ออกเดินทางไปถึงสถานที่ที่อยู่ห่างจากศาลเจ้ากวาจื่อเมี่ยวของมณฑลซานตงไปทางทิศตะวันตกหนึ่งร้อยกว่ากิโลเมตร


พูดถึงสถานที่แห่งนี้ ควรเล่าอย่างไรดีล่ะ เอาเป็นว่าก็คือสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น มันไม่มีอะไรเลย พวกเราเริ่มจากนั่งรถยนต์ทางไกล ต่อรถบัสทางยาว ต่อรถมอเตอร์ไซค์ทางยาว จากนั้นคือวัว จนสุดท้ายขณะพวกเราลงจากเกวียน มองซ้ายมองขวามองหน้ามองหลัง ไม่พบอะไรเลย จากนั้นก็เห็นสุนัขตัวหนึ่งวิ่งมาจากข้างหน้า อาสามตบไหล่ไกด์คนที่จ้างมา “ผู้เฒ่า เส้นทางช่วงถัดไป... ให้ขี่หมาตัวนี้เรอะ ฉันว่ามันจะไม่ไหวเอานา!”


“ไม่ใช่” ไกด์เฒ่าหัวเราะ “เจ้าหมาตัวนี้มีไว้ส่งข่าวต่างหาก เส้นทางช่วงสุดท้ายไม่มีรถหรือเกวียนอะไรอีกแล้ว แต่ต้องนั่งเรือไป เจ้าหมาตัวนั้นจะไปพาเรือมาให้”


“เจ้าหมานี่ว่ายน้ำเป็นด้วยเรอะ”


“ว่ายเป็นซี่ ว่ายเก่งด้วยนะ” ไกด์เฒ่ามองไปทางหมา “ไอ้ไข่ลา ลงไปว่ายโชว์หน่อยซิ”


เจ้าหมานั่นรู้ภาษาจริงๆ มันกระโดดลงแม่น้ำ ว่ายวนๆ หนึ่งรอบ กลับขึ้นมาสะบัดขน แล้วก็นอนหมอบแลบลิ้นอยู่กับพื้น


“ตอนนี้ยังเช้าเกินไป คนพายเรือคงยังไม่มาทำงาน พวกเราหยุดพักกันก่อน สูบบุหรี่สักหน่อย”


ผมดูนาฬิกาข้อมือ “บ่ายสองแล้วยังไม่ทำงาน ไอ้คนพายเรือของคุณนี่หากินเวลาไหน”


“ที่นี่เรามีมือพายแค่เขาคนเดียวนี่แหละ เขาร้ายกาจสุดแล้ว ตื่นตอนไหนก็มาทำงานตอนนั้น บางทีไม่มาเลยทั้งวันก็มี เดือดร้อนกันไปหมด” ตาแก่ยิ้ม “มันช่วยไม่ได้ เทพคงคาที่นี่ไว้หน้าเขาคนเดียว ถ้าเป็นคนอื่นพอเข้าถ้ำนี่ปุ๊บเป็นกลับออกมาไม่ได้ มีแต่เขาเท่านั้นที่ไม่เป็นอะไร ถ้าพวกคุณขี่ลาเป็น พวกเราก็พอจะเดินข้ามภูเขาเอาได้ ใช้เวลาอีกสักวันก็คงไปถึงเหมือนกัน แต่ดูจากจำนวนสัมภาระของพวกคุณแล้ว เอาลาของพวกเรามาหมดหมู่บ้านก็ไม่พอพวกคุณใช้”


“อ้อ” อาสามพอได้ยินคำว่าถ้ำก็คึกคักขึ้นมาทันที เขาหยิบแผนที่ที่ถอดรหัสแล้วออกมา แผนที่แผ่นนี้เขาเก็บรักษามันราวกับสมบัติล้ำค่า ไม่ให้ผมดูแม้แต่แวบเดียว พอเขาหยิบมันออกมา พวกเราก็รีบชะโงกหน้าไปร่วมดูด้วย มีแต่ไอ้หนุ่มคนนั้นที่ยังนั่งนิ่งไม่พูดอยู่ข้างๆ


พูดตามตรง ลูกน้องสองคนของอาสามเข้ากับคนง่าย ทั้งสองเป็นคนตรงๆ มีแต่ไอ้หนุ่มคนนี้เป็นเหมือนเรือพ่วงที่ติดสอยห้อยตามพร้อมทำหน้าเบื่อ ตลอดทางแม้แต่ผายลมสักครั้งยังไม่มี จ้องแต่ท้องฟ้า อย่างกับกลัวว่าฟ้าจะตกลงมาอย่างไร-อย่างนั้น น่าเบื่อเต็มทน! แรกๆ ผมยังชวนเขาคุยบ้าง ตอนหลังก็ขี้เกียจสนใจแล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าอาสามพาเขามาด้วยทำไม


“มีถ้ำ มีถ้ำแม่น้ำจริงๆ ด้วย อยู่ข้างหลังภูเขาลูกนี้” อาสามกล่าว “มันทำไมหรือท่านผู้เฒ่า ไอ้ถ้ำนี้มันกินคนได้หรือยังไง”


ตาแก่หัวเราะหึๆ “มันเป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาหลายชั่วอายุคน ข้าเองก็จำไม่ค่อยได้แล้ว สมัยที่แม่น้ำสายนั้นยังไม่ไหลผ่าน คนในหมู่บ้านบอกว่าข้างในนั้นมีปีศาจงู คนที่เข้าไปไม่มีใครได้กลับออกมาสักคน ต่อมามีอยู่วันหนึ่ง ปู่ทวดของคนพายเรือนั่นถ่อเรือเล็กๆ ออกมาจากถ้ำ บอกว่าตัวเองเป็นพ่อค้าเร่จากต่างถิ่น คุณคิดดูเอาเอง มีพ่อค้าเร่ที่ไหนจะแบกเรือติดตัวไปมา ใครๆ ก็บอกว่าเขาเป็นปีศาจงูจำแลงมา ปู่ทวดของเขาก็หัวเราะ บอกว่าเรือลำนี้เขาขอซื้อมาจากหมู่บ้านข้างๆ ไม่เชื่อให้ไปถามดูได้ พวกเขาก็ไปถามกันจริงๆ ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง ทุกคนจึงเชื่อ แล้วก็คิดว่าเจ้าปีศาจในถ้ำคงไม่อยู่แล้ว มีคนหนุ่มใจกล้าสองสามคนเข้าไปสำรวจ แต่ก็ไม่มีใครได้กลับออกมาเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็มีแต่คนในครอบครัวของเขาเท่านั้นที่เข้าออกถ้ำนี้ได้ คุณว่าแปลกไหมล่ะ ต่อมาครอบครัวของเขาก็ยึดอาชีพนี้เรื่อยมาจนถึงเดี๋ยวนี้”


“แล้วเจ้าหมาตัวนั้นไม่เป็นอะไรเหรอ” ผมสงสัย “ใช้มันเป็นตัวส่งข่าวไม่ใช่เหรอ”


“เจ้าหมาตัวนี้ก็เป็นหมาของบ้านเขา ของบ้านอื่นๆ อย่าว่าแต่หมาเลย ขนาดวัวยังไม่รอด”


“เรื่องพิลึกอย่างนี้ เจ้าหน้าที่ทางการไม่มาดูแลเลยเหรอ”


“มันก็ต้องมีคนไปแจ้งก่อนจริงไหมล่ะ” ตาแก่เคาะกล้องยาสูบกับพื้น


อาสามขมวดคิ้ว ตบมือเรียก “เจ้าไข่ลา มานี่”


เจ้าหมานั่นก็เชื่องจริงๆ วิ่งสะบัดหางตรงมาหา อาสามดมตัวมันทีหนึ่ง แล้วหน้าเปลี่ยนสี “ไม่นะ หรือว่าในถ้ำนั่นมีสิ่งนี้”


ผมลองดมมันบ้าง กลิ่นสาบหมาทำผมสำลักแค่กๆ เจ้าของหมาก็แสนจะขี้เกียจ ไม่รู้ว่าไม่ได้จับมันอาบน้ำมานานแค่ไหนแล้ว


ลูกน้องอาสามคนหนึ่งที่ชื่อพานจื่อหัวเราะลั่น “คุณอยากเลียนแบบอาสาม ยังอ่อนหัดไปนะ”


“ไอ้หมาเน่า ทำไมตัวเหม็นได้ขนาดนี้!” ผมคลื่นไส้จนแหวะปาก


“เจ้าหมาตัวนี้กินเนื้อคนตายเป็นอาหาร” อาสามพูด “ถ้ำนั่นคือถ้ำศพ มิน่าล่ะ ต้องรอฤกษ์ยามถึงจะผ่านได้ ส่วนคนพายเรือ เกรงว่าตอนเด็กๆ ก็คง...”


“ไม่หรอกมั้ง!” ผมสะดุ้งจนขนลุก คำพูดคำนี้เมื่อพูดออกมา แม้แต่ไอ้หนุ่มนั่งเป็นใบ้ไม่ส่งเสียงคนนั้นยังหน้าเปลี่ยนสี ลูกน้องอีกคนหนึ่งของอาสามเป็นผู้ชายตัวใหญ่ยักษ์ เราเรียกเขาว่าอาขุย ขนาดตัวของเขาใหญ่เกือบเท่าวัวตัวที่ลากเกวียน แต่กลับใจเสาะมาก ถามเสียงกระซิบว่า “ไอ้ถ้ำศพนั่นคืออะไร เข้าไปแล้วจะเกิดเรื่องไหม”


“ไม่รู้ หลายปีก่อนฉันก็เคยเจอถ้ำแบบนี้ที่เมืองไท่หยวน มณฑลซานซี มันเป็นสถานที่ที่ทหารญี่ปุ่นเอาศพจากการสังหารหมู่มาทิ้ง ที่ไหนที่มีถ้ำศพ จะต้องมีการสังหารหมู่ เป็นของคู่กัน ตอนนั้นฉันเกิดนึกสนุกก็เลยทำการทดลองที่นั่น จับเอาหมาเอยเป็ดเอยไปมัดไว้บนแพไม้ไผ่ ตั้งกล้องไว้บนนั้นแล้วดันเข้าไป ถ้ำนั่นอย่างมากก็ลึกไม่เกินกิโลเมตรหน่อยๆ ฉันเตรียมสายไฟที่ยาวพอไว้ แต่จนกระทั่งปล่อยสายไฟไปจนสุด แพนั่นก็ยังไม่ทะลุอีกฟากสักที ข้างในมืดตื๋อ ไม่รู้ว่าลอยไปถึงไหน สุดท้ายก็เลยจะสาวแพกลับมา แต่เพิ่งจะสาวได้ไม่กี่ที อยู่ๆ แพก็คว่ำ จากนั้น...” อาสามผายมือ “สุดท้ายเห็นใบหน้าอย่างหนึ่งครึ่งเดียว แต่เพราะอยู่ใกล้หน้ากล้องเกินไป ดูไม่ออกว่าเป็นหน้าของหมาหรือหน้าของตัวอะไร การจะผ่านถ้ำชนิดนี้ สมัยโบราณต้องใช้แถวคนตายกับแถวคนเป็นเข้าไปพร้อมๆ กัน ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิต เข้าไปก็จะออกมาไม่ได้! แต่ได้ยินว่าแถบมณฑลซานซีมีสถานที่อยู่แห่งหนึ่ง คนที่นั่นจะให้เด็กๆ กินเนื้อคนตาย สะสมกลิ่นศพไว้กับตัว พอโตขึ้นก็จะไม่ต่างกับคนตาย แม้แต่ผีก็มองพวกเขาไม่เห็น ผู้เฒ่า... คนพายเรือคนนั้นมาจากซานซีใช่ไหม”


ตาแก่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ส่ายหน้าตอบว่า “ไม่รู้ เป็นเรื่องสมัยปู่ทวดของเขาโน่น เป็นคนละยุคสมัยกันแล้ว” พูดพลางก็มองท้องฟ้า ก่อนจะพูดกับสุนัขว่า “ไข่ลา ไปพานายเอ็งมาได้แล้ว!” เจ้าหมาเห่าโฮ่งหนึ่งทีแล้วกระโดดลงน้ำ ว่ายไปทางด้านหลังภูเขา ขณะนี้ ผมเห็นอาสามส่งสัญญาณให้พานจื่อ พานจื่อแอบหยิบเป้ใบหนึ่งจากกองสัมภาระออกมาสะพายติดตัว ไอ้หนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ คนนั้นก็หยิบเป้ของตัวเองขึ้นมาด้วย ขณะพานจื่อเดินผ่านด้านหลังผม เขากระซิบกับผมเบาๆ ด้วยภาษาถิ่นหังโจวว่า “ระวังตัว ตาแก่นี่มีปัญหา”





โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

หนานไพ่ซานซู (南派三叔)
"จุดเริ่มต้นแห่งตำนานของสามเหลี่ยมเหล็ก เรื่องราวการผจญภัยของโจรขุดสุสานที่อ่านสนุกจนวางไม่ลง"

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'บันทึ...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด