บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน เล่ม 1 ตอน ตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
นักเขียน : หนานไพ่ซานซู (南派三叔)

อ่านการ์ตูน



ห้าสิบปีต่อมา ข้างชมรมผู้ศึกษาตราประทับซีหลิง เมืองหังโจว ความนึกคิดของผมขาดตอนลงเพราะตาแก่คนหนึ่ง ผมปิดสมุดบันทึกของคุณปู่ลง มองสำรวจอีกฝ่าย


“ที่นี่รับซื้อท่าเปิ่น (ภาพพิมพ์ลอกลายจากวัตถุล้ำค่า) ไหม” เขาถาม ท่าทางเหมือนแค่ถามลอยๆ ผมมีพรสวรรค์ในสายงานนี้ดี จึงตอบเขาอย่างขอไปทีว่า “รับ แต่ให้ราคาไม่สูงนะ” หมายความว่า ถ้าไม่มีของดีจริงๆ ก็ไปให้พ้นๆ อย่ามากวนเวลาอ่านหนังสือของฉัน


ทำอาชีพอย่างผม สามปีไม่ซื้อขาย ซื้อขายทีกินสามปี ในยามปกติจะอยู่ว่างจนเป็นนิสัย เกลียดการรับลูกค้าประเภทรู้อะไรงูๆ ปลาๆ ที่สุด จนกระทั่งภายหลังกลายเป็นว่าเมื่อเจอพวกลูกค้าขาจร ก็เล่นเพลงเศร้าไล่แขกกันทันที แต่ระยะหลังๆ นี้ก็ว่างจัดไปหน่อย จนใกล้จะหมดฤดูกาลอยู่แล้วยังไม่เจอของดีอะไรเข้ามาเลย จึงทำให้จุดเดือดค่อนข้างต่ำ


“งั้นฉันขอถามอะไรหน่อยสิ ที่นี่มีท่าเปิ่นฉบับที่ลอกลายจากยุคจ้านกั๋วไหม ชิ้นที่เมื่อห้าสิบปีก่อน กลุ่มนักขุดสมบัติเมืองฉางซาขโมยออกมาแล้วโดนคนอเมริกันหลอกเอาไปฉบับนั้นน่ะ” ผมได้ยินดังนั้นก็ของขึ้น “อยากซื้อท่าเปิ่น ก็ต้องไปคุ้ยหาในท้องตลาดแบบวัดดวง มีใครที่ไหนระบุชิ้นแบบเฉพาะเจาะจงอย่างนี้ มันจะไปหาเจอได้ยังไง”


เขาลดเสียงลง พูดว่า “ฉันได้ยินมาว่าคุณมีลู่ทาง เหลาหย่างเป็นคนแนะนำฉันมาที่นี่”


ผมระวังตัวทันที สะดุ้งวาบในใจ ไอ้เหลาหย่างมันเข้าคุกไปเมื่อสองปีก่อนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้พาดพิงถึงได้วะ อารามตกใจ เหงื่อเย็นซึมหลัง “เหลา...เหลาหย่างที่ไหน ผมไม่รู้จัก”


“ฉันรู้ ฉันรู้” เขาหัวเราะ ล้วงนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “คุณลองดูนี่ เหลาหย่างบอกว่าเอานาฬิกาเรือนนี้ให้คุณดู ก็จะเข้าใจ”


นาฬิกาข้อมือเรือนนั้น เหลาหย่างได้มาจากคนรักคนแรกสมัยยังอยู่ที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขารักนาฬิกาเรือนนี้ยิ่งชีพ พอเมาก็จะหยิบออกมาเชยชมพลางรำพึงรำพัน “อาเจียนจ๋า อาลี่จ๋า” ไม่หยุดปาก ผมถามเขาว่าผู้หญิงของเขาชื่ออะไรกันแน่ เขาคิดอยู่ค่อนวัน แล้วดันร้องไห้โฮ บอกว่าลืมชื่อไปแล้ว เหลาหย่างยอมยกนาฬิกาเรือนนี้ให้คนคนนี้ แสดงว่าคนคนนี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา


แต่ส่วนตัวผมเอง ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมไหนก็รู้สึกว่าตาแก่นี่ขัดหูขัดตา แต่คนเขาอุตส่าห์มาหาถึงที่ ก็ควรตรงไปตรงมาจะดีกว่า จึงยกมือขึ้นบอกว่า “ถือว่าคุณเป็นเพื่อนของเหลาหย่างละกัน คุณมีธุระอะไรกับผม”


เขาฉีกปากยิ้ม เผยให้เห็นฟันทองซี่เบ้อเร่อ “สหายของฉันคนหนึ่งได้ของมาจากแถบมณฑลซานซี อยากให้คุณช่วยตรวจสอบให้หน่อยว่าเป็นของจริงหรือเปล่า”


“ฟังสำเนียงของคุณเป็นคนเมืองหลวง คราดเกลี่ยดินจากปักกิ่งอย่างคุณอุตส่าห์มาขอความเห็นจากผมถึงทางใต้ ให้เกียรติกันเกินไปหรือเปล่า ที่ปักกิ่งมีคนตาถึงตั้งเยอะตั้งแยะ ผมว่าคุณมีเจตนาอย่างอื่นมากกว่ามั้ง”


เขาหัวเราะแห้งๆ “ใครๆ ก็บอกว่าคนใต้ฉลาดหลักแหลม พูดไว้ไม่ผิดจริงๆ ดูคุณอายุยังน้อย แต่มองเกมขาดมาก พูดตรงๆ เลยนะ ที่ฉันมาเที่ยวนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาคุณ แต่อยากพบกับท่านผู้เฒ่าของตระกูลคุณ”


ผมชักสีหน้าทันที “มาหาคุณปู่ คุณต้องการอะไรกันแน่”


“ท่านปู่ของคุณหลังจากได้ผ้าไหมจารึกยุคจ้านกั๋วมาจากสุสานเนินเขา


เปียวจื๋อหลิ่ง เขาได้ลอกลายทำเป็นท่าเปิ่นเก็บไว้สักชุดสองชุดหรือเปล่า สหายของฉันแค่อยากรู้ว่ามันมาจากต้นฉบับเดียวกับที่อยู่ในมือของเราหรือเปล่า เท่านั้นเอง”


เขายังพูดไม่จบ ผมก็ตะโกนเรียกลูกจ้างของผมที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างๆ ว่า “หวังเหมิง ส่งแขก!”


ตาแก่ฟันทองร้อนใจทันที “ทำไมอยู่ดีๆ ก็ไล่แขกล่ะ”


“ไอ้ที่คุณพูดมันก็ไม่ผิด แต่เสียดายที่มาช้าไปหน่อย คุณปู่ของผมขึ้นสวรรค์ไปเมื่อปีก่อนแล้ว ถ้าอยากจะตามหาเขา ก็กลับไปเชือดข้อมือเอาเอง!” ผมนึกในใจ ‘เหตุการณ์คราวนั้นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปถึงรัฐบาลกลาง เรื่องอะไรจะให้แกมารื้อฟื้นบัญชีเก่า ตระกูลฉันมิแย่รึ


“ฉันว่านะ ไอ้หลานชาย ทำไมพูดจาไม่เข้าหูอย่างนั้นล่ะ” ตาแก่ฟันทองยิ้มเจ้าเล่ห์ “ท่านผู้เฒ่าไม่อยู่แล้วก็ไม่เห็นเป็นไร ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ดีร้ายยังไงก็ช่วยดูของที่ฉันเอามาสักหน่อยสิ ถึงยังไงคุณก็คงต้องเห็นแก่หน้าของเหลาหย่าง อยู่บ้าง ใช่ไหม”


ผมมองเขาแวบหนึ่ง ไอ้รอยยิ้มจอมปลอมนั่น ดูท่าแล้วหากไม่ดูของให้เขาสักหน่อยคงไม่ยอมเลิกราเป็นแน่ คิดในใจว่าเห็นแก่หน้าเหลาหย่างละกัน ตอนมันออกมาจะได้ไม่โดนบ่น จึงพยักหน้าพูดว่า “ถ้าอยากให้ดูก็จะดูให้ แต่มันจะใช่หรือเปล่า ผมไม่กล้าพูดหรอกนะ”


ความจริงผ้าไหมจารึกยุคจ้านกั๋วชุดนี้มีด้วยกันยี่สิบกว่าม้วน แต่ละม้วนนั้นแตกต่างกันไป สำเนาท่าเปิ่นที่คุณปู่ลอกลายเก็บไว้ชิ้นนั้น เป็นแค่ส่วนที่สั้นมากส่วนหนึ่ง แต่ก็มีความสำคัญมาก ตอนนี้ก็มีแต่ผมคนเดียวที่มีแผ่นภาพลอกลายตัวจริงสองสามชิ้นเก็บเอาไว้เป็นสมบัติก้นหีบ ในท้องตลาดมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ ตาแก่ฟันทองล้วงเอากระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ พอผมเห็นเท่านั้นก็หัวเสีย แม่งเอ๊ย ทำเป็นจะให้ดูของ แต่ดันพกฉบับถ่ายเอกสารมา


“มันแน่อยู่แล้ว ของแท้จะพกติดตัวไปไหนมาไหนได้ยังไงกัน เขย่าทีเดียวก็แตกเป็นผงแล้ว” เขาพูด ซ้ำทำทีลดเสียงให้ฟังดูลึกลับ “ถ้าไม่เป็นเพราะฉันกว้างขวางมากพอ ป่านนี้ปล่อยหลุดไปอยู่ต่างประเทศแล้ว นี่ถือเป็นการรับใช้ประชาชนอย่างหนึ่งนะ”


ผมหัวเราะออกมา “ดูทรงก็รู้ว่าคุณเป็นพวกคว่ำกรวย ผมว่าคุณน่ะก็แค่ไม่กล้าปล่อยของเอง นี่เป็นถึงสมบัติแห่งชาติ นอกเสียจากคุณจะไม่สนใจหัวบนบ่าแล้ว!”


โดนคำพูดของผมจี้แทงใจดำ ตาแก่หน้าเขียวทันที แต่เนื่องด้วยมีธุระที่ต้องไหว้วานผมจึงต้องยอมทน พูดว่า “จะพูดอย่างนั้นมันก็ไม่ถูก แต่ละอาชีพมันมีหลักการของมัน คิดดูสิ สมัยที่ปู่ของคุณยังเป็นนักขุดอยู่ที่ฉางซา ชื่อเสียงนี่ดังกระฉ่อน...”


สีหน้าของผมขณะนี้จะต้องน่าเกลียดมากแน่ๆ กัดฟันพ่นคำว่า “ถ้าพูดถึงปู่ผมอีกครั้ง ผมจะไม่ดู!”


“ก็ได้ๆ ฉันไม่พูด คุณรีบดูให้ฉันสิ ฉันจะได้รีบไป”


ผมคลี่กระดาษออก ดูปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือปั๋วซูหรือผ้าไหมจารึกยุคจ้านกั๋วที่มีสภาพสมบูรณ์ แต่เป็นคนละฉบับกับที่ปู่ของผมขุดขโมยมา แม้ชิ้นนี้จะมีอายุยาวนานกว่า แต่น่าจะเป็นของลอกเลียนแบบที่ทำขึ้นอีกทีในช่วงสองสามราชวงศ์ถัดจากสมัยนั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือของก๊อปในยุคโบราณ ถือเป็นสมบัติวัตถุที่มีสถานภาพกระอักกระอ่วนมากชนิดหนึ่ง ผมจึงหัวเราะ “ของชิ้นนี้น่าจะเป็นของลอกเลียนแบบที่ทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น จะว่าอย่างไรดีล่ะ บอกว่าเป็นของปลอมรึ มันก็ไม่ใช่ของปลอม จะว่าเป็นของจริงรึ มันก็ไม่ใช่ของจริง ใครจะไปรู้ว่ามันก๊อปมาจากต้นแบบแท้ๆ หรือว่าคนทำขึ้นแต่งเรื่องแต่งเนื้อหาเอาเองตามใจชอบ ดังนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีเหมือนกัน”


“งั้น แล้วมันมาจากฉบับเดียวกับที่ปู่ของคุณได้มาหรือเปล่า”


“ผมขอพูดความจริงกับคุณนะ ชิ้นที่ปู่ของผมได้มา ตัวเขาเองยังไม่ทันได้เห็นสักแวบก็โดนไอ้ฝรั่งชาวมะกันหลอกเอาไปแล้ว คำถามนี้ของคุณ ผมตอบไม่ได้” ผมนึกในใจ ก็แค่หลอกแกเท่านั้น ง่ายจะตายไป หยอดสีหน้าที่จริงใจมากๆ เข้าไปหน่อย ตาแก่ฟันทองนั่นก็เชื่อตามนั้นจริงๆ เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “แย่จริงๆ ดูท่าแล้ว ถ้าไม่ไปหาชาวอเมริกันคนนั้น คงจะไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ”


“ว่าแต่ ทำไมพวกคุณถึงได้สนใจเอกสารโบราณม้วนนั้นขนาดนี้ล่ะ” ผมถาม ซึ่งนับเป็นเรื่องประหลาดมาก การสะสมวัตถุโบราณนั้นขึ้นอยู่กับวาสนา คิดจะตามหาม้วนคัมภีร์ยุคจ้านกั๋วให้ครบชุดทั้งยี่สิบม้วน ออกจะโลภมากเกินไปหน่อย


“เจ้าหนู พูดกันตรงๆ เลยนะ ฉันไม่ได้เป็นนักคว่ำกรวยจริงๆ ดูสารรูปฉันสิ มันจะมีความอึดความอดทนสักกี่น้ำ แต่เพื่อนของฉันคนนั้นเขาเป็นมืออาชีพจริง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาปิดบังอะไรอยู่ เอาเป็นว่า คนอื่นเขาก็มีเหตุผลของเขา” เขาหัวเราะเหอะๆ แล้วส่ายหน้า “พวกเรารึก็ไม่สมควรถามเซ้าซี้มากเกินไป จริงไหม ฉันขอตัวก่อนละ” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป


ผมก้มหน้าดู สำเนาถ่ายเอกสารฉบับนั้นยังอยู่ในมือผม ทันใดนั้นเอง


ผมเห็นภาพภาพหนึ่งบนกระดาษ มันเป็นภาพใบหน้าคนที่เหมือนสุนัขจิ้งจอก ดวงตาที่ไร้ลูกตานั้นมีมิติมาก เหมือนกับนูนเว้าออกมาจากแผ่นกระดาษ มันจ้องผมจนใจหายวาบ ผ้าไหมจารึกชิ้นนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อน น่าจะเป็นสมบัติล้ำค่า ผมนึกในใจว่า รอให้เหลาหย่างออกมา ใช้สำเนาแผ่นนี้ทำท่าเปิ่นปลอมขึ้นมาสักสองสามชิ้นก็น่าสนุก รีบวิ่งไปดูที่ประตู ก็เห็นว่าตาแก่ฟันทองนั่นกำลังย้อนกลับมาอย่างรีบร้อน


ผมนึกในใจว่าเขาต้องรีบกลับมาเอาสำเนานี้แน่ จึงรีบวิ่งกลับไปหยิบกล้องดิจิทัลขึ้นมาชักภาพเก็บไว้ ก่อนถือกระดาษแผ่นนั้นเดินไปด้านนอกจนแทบชนเข้ากับปลายจมูกของตาแก่ฟันทอง “คุณลืมของน่ะ” ผมกล่าว

 




ปู่ของผมเป็นนักขุดดินแห่งฉางซา หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “โจรขุดสุสาน”


สาเหตุที่ปู่ของผมทำอาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากใช้สำนวนคนรุ่นใหม่ก็คือสานต่อกิจการครอบครัว ปู่ทวดของปู่ทวดผม เมื่อตอนอายุสิบสาม พื้นที่ภาคกลางของประเทศจีนเกิดภัยแล้ง สมัยนั้นถ้าเกิดภัยแล้งขึ้นเมื่อไหร่ก็จะเกิดทุพภิกขภัยทันที ต่อให้มีเงินก็หาซื้ออาหารไม่ได้ สมัยนั้นรอบๆ เมืองฉางซาไม่มีอะไรเลย ยกเว้นสุสานโบราณที่มีอยู่เยอะแยะ ดั่งคำว่าอยู่ใกล้ภูเขาขุดภูเขากิน อยู่ใกล้หลุมศพขุดหลุมศพกิน คนทั้งหมู่บ้านจึงหันมาขุดสุสานพร้อมๆ กันหมด ช่วงเวลาสองสามปีนั้น แถบฉางซามีคนอดตายไม่รู้เท่าไหร่ มีแต่หมู่บ้านพวกเขาไม่มีใครตายสักคน ซ้ำยังอิ่มหมีพีมัน แต่ละคนอ้วนท้วนสมบูรณ์ นั่นเป็นเพราะอาศัยเอาของที่ขุดได้ไปแลกเสบียงอาหารจากพวกฝรั่งนั่นเอง


พอเวลาผ่านไปนานเข้า ไอ้การขุดสุสานก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่เกิดการสั่งสมจนกลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมากับเขาเหมือนกัน มาถึงรุ่นของปู่ผมก็เกิดกฎเกณฑ์ เกิดธรรมเนียม เกิดสำนักกันแล้ว การขุดสุสานในยุคนั้นแบ่งออกเป็นสำนักเหนือกับสำนักใต้ สำนักใต้คือสำนักของปู่ผม เชี่ยวชาญการสำรวจดินด้วยเสียมลั่วหยาง ยอดฝีมือใช้แค่จมูก ก็สามารถระบุระดับความลึก ยุคสมัย ราชวงศ์ได้ทันที ในนิยายสมัยใหม่ชอบบรรยายว่าเอะอะอะไรก็ใช้เสียมลั่วหยาง ความจริงพวกสำนักเหนือจะไม่ใช้เสียมลั่วหยางเลย พวกเขาเชี่ยวชาญเรื่องการวิเคราะห์พิกัด ลักษณะโครงสร้างของสุสานที่แม่นยำ หรือที่เรียกว่า “เจิมถ้ำล่ามังกร” แต่คนสำนักเหนือนี่ก็แปลก จะว่ายังไงดีล่ะ พูดตามภาษาของปู่ผมก็คือ พวกเขาแน่จริง ลูกเล่นเยอะ กะอีแค่ปล้นสุสานยังจะตั้งชื่อแพรวพราว เข้าไปหยิบของให้ได้แล้วออกมา มันก็แค่นั้น ยังจะมากราบหนึ่งกราบสอง ใช้ภาษาสมัยนี้ก็คือลีลาเยอะ ส่วนสำนักใต้จะไม่พิธีรีตองมาก และไม่เคยถือเรื่องคนตาย คนสำนักเหนือด่าสำนักใต้ว่าเป็นหมาขุดดิน ย่ำยีสมบัติทางวัฒนธรรม สุสานที่เคยขุดไม่มีเลยที่ไม่พังถล่ม แม้แต่คนตายยังขุดออกมาขาย ส่วนสำนักใต้ก็ด่าสำนักเหนือว่าพวกผู้ดีจอมปลอม ตัวเองเป็นโจรแท้ๆ ยังจะฉาบหน้าให้ดูหรู จนภายหลังถึงกับรบพุ่งกัน ถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ “ดวลผีดิบ” ขึ้น สุดท้ายทั้งสองสำนักจึงแยกจากกันโดยมีแม่น้ำแยงซีเป็นเขตแดน สำนักเหนือเรียกการขุดสุสานว่า “คว่ำกรวย” (เต้าโต่ว) ส่วนสำนักใต้เรียกว่า “ตักทราย” (เทาซา) หรือ “ตักดิน” (เทาถู่) ส่วนเสียมลั่วหยางนั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นหลังจากเกิดการแยกสำนักแล้ว คนสำนักเหนือไม่มีใครลดตัวลงมาใช้


ปู่ผมอ่านหนังสือไม่ออก ตอนหลังจำต้องเข้าเรียนอ่านเขียนตามนโยบายรัฐ ตอนนั้นเขารู้จักแต่เรื่องตักทราย พอต้องหัดเขียนหนังสือทีแทบจะรากเลือดตาย แต่ก็โชคดีที่เขาได้รับการศึกษา จึงบันทึกเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอเหล่านั้นเอาไว้ได้ น้องสามที่เหตุการณ์เนินเปียวจื๋อหลิ่ง เมืองฉางซา คนนั้น ก็คือปู่ของผมเอง เรื่องราวทั้งหมดนี้เขาเป็นคนจดบันทึกลงบนสมุดบันทึกเล่มเก่านั้นกับมือตัวเอง ท่านย่าผมเป็นคนมีการศึกษา เป็นบุตรสาวตระกูลใหญ่ เป็นเพราะหลงเสน่ห์เรื่องราวเหล่านี้ของเขานี่แหละ สุดท้ายปู่ผมจึงได้แต่งเป็นเขยเข้าเรือนมาอยู่เมืองหังโจว ตั้งรกรากที่นี่


สมุดบันทึกเล่มเก่านั้นถือเป็นสมบัติตกทอดประจำตระกูลผม จมูกของปู่พังสนิทหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ตอนหลังเขาฝึกสุนัขตัวหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ดมดิน จนได้ฉายา “ราชาสุนัข” นี่เป็นเรื่องจริง ใครที่เคยเป็นโจรขุดสุสานรุ่นก่อนๆ ในฉางซาจะรู้จักชื่อนี้กันทุกคน


ส่วนเรื่องที่ปู่ผมต่อมารอดชีวิตได้อย่างไร ปู่รองกับปู่ทวดของผมสุดท้ายเป็นอย่างไรบ้าง คุณปู่ไม่ยอมเล่าให้ผมฟัง ในความทรงจำของผมก็ไม่เคยเห็นปู่รองที่มีตาเดียวแขนเดียว เดาว่าคงจะจบร้ายมากกว่าจบดี เมื่อไหร่ที่พูดถึงเรื่องนี้ ปู่ก็จะร้องไห้ เอาแต่พูดว่า “นั่นไม่ใช่เรื่องที่เด็กจะฟังได้” ไม่ว่าพวกเราจะคะยั้นคะยออย่างไร ออดอ้อนแค่ไหน ปู่ก็ไม่ยอมเล่าเลยแม้แต่คำเดียว สุดท้ายพอเราโตขึ้นเรื่อยๆ ความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็กก็ค่อยๆ หายไปด้วย


 



พลบค่ำ ปิดร้าน วันที่น่าเบื่อผ่านไปอีกวันแล้ว แม้แต่ของห่วยๆ สักชิ้นก็ไม่มีเข้าร้าน ผมจัดแจงส่งลูกจ้างออกจากร้าน ขณะนี้เอง ข้อความสั้นข้อความหนึ่งก็ส่งเข้ามา


“เก้านาฬิกาตาไก่ทรายเหลือง”


อาสามของผมเป็นคนส่งมา นี่เป็นรหัสลับ หมายความว่ามีสินค้าใหม่เข้า จากนั้นก็มีอีกข้อความส่งตามมาติดๆ “กระดูกหลังมังกร รีบมาด่วน”


ผมตาลุก สายตาของอาสามนั้นเฉียบขาดนัก กระดูกหลังมังกรแปลว่ามีของดี ถ้าแม้แต่เขายังบอกว่าเป็นของดี ผมก็ต้องไปเห็นกับตาให้ได้


ผมปิดประตูร้านเรียบร้อย ขับรถตู้เก่าๆ ของผมตรงไปหาอาสามทันที ใจหนึ่งอยากจะไปดูของดีที่เขาบอก อีกใจหนึ่งก็อยากเอาภาพถ่ายผ้าไหมจารึกที่ถ่ายไว้วันนี้ไปให้เขาดูว่ามันคืออะไรกันแน่ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนเดียวในรุ่นผมที่ยังข้องแวะกับพวกนักขุดดิน


รถของผมเพิ่งจะขับมาถึงชั้นล่าง ก็ได้ยินเสียงตะโกนของเขาจากข้างบนว่า “ไอ้หนูนี่ บอกให้รีบมาๆ มัวแต่ชักช้าร่ำไร มาเอาป่านนี้จะไปเหลืออะไร!”


ผมสบถออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ไม่มั้ง มีของดีก็เก็บไว้ให้ผมหน่อยเซ่ อาก็ปล่อยเร็วไปไหม”


ขณะตะโกนคุยกันอยู่นั้น ผมเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ มีวัตถุทรงยาวสะพายอยู่ที่หลัง ห่อไว้ด้วยผ้าอย่างแน่นหนา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอาวุธโบราณ ของเช่นนี้มีราคาดีจริงๆ หากตั้งใจขายดีๆ สามารถโก่งราคาได้ถึงสิบกว่าเท่า


ผมชี้ไปทางชายหนุ่มคนนั้น อาสามพยักหน้า ผายมือทำท่าจนปัญญา ผมรู้สึกเศร้า นึกในใจว่า หรือร้านของผมต้องล้มละลายปีนี้แล้วจริงๆ


ผมเดินขึ้นชั้นบน ชงกาแฟให้ตัวเองแก้วหนึ่ง เล่าเรื่องที่ตาแก่ฟันทองมาแอบสืบข่าววันนี้ให้อาสามฟัง เดิมทีคิดว่าเขาจะเข้าข้างผม ไม่นึกว่าเขากลับเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน เงียบขรึมไม่พูดไม่จา รับเอากล้องดิจิทัลผมไปพรินต์ภาพถ่ายใบนั้นออกมา ใช้ไฟส่องดู แล้วผมก็เห็นสีหน้าของอาสามเปลี่ยนไปทันที


“อะไรหรือครับ” ผมถาม “ของชิ้นนี้มีอะไรพิเศษหรือ” เขาคิ้วขมวด พูดว่า “คงไม่มั้ง นี่เหมือนจะเป็นแผนที่ของสุสานโบราณนี่นา!”





โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

หนานไพ่ซานซู (南派三叔)
"จุดเริ่มต้นแห่งตำนานของสามเหลี่ยมเหล็ก เรื่องราวการผจญภัยของโจรขุดสุสานที่อ่านสนุกจนวางไม่ลง"

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'บันทึ...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด