COMICOมนตราสีกุหลาบ

ตอนที่ 1 ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว

มนตราสีกุหลาบ
นักเขียน : สะมะเรีย

อ่านการ์ตูน



“ท่านผู้โดยสารครับ ขณะนี้เราได้นำท่านสู่ท่าอากาศยานควีนอาเลีย ณ กรุงอัมมานแล้วครับ กรุณานั่งรัดเข็มขัดอยู่กับที่ ปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรง ขณะนี้เวลาที่จอร์แดน 6.30 น. สภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็น อุณหภูมิแปดองศาเซลเซียส หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสต้อนรับท่านอีกครั้ง ขอบคุณและสวัสดีครับ”


ยี่สุ่นถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำตามคำสั่งของกัปตันแล้วเหลือบมองไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีส้มจางด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นจากผืนทรายเพื่อไต่ขึ้นระผืนฟ้า งดงามราวกับทาด้วยทองเมื่อแสงสีนวลอ่อนฉายฉานลงบนผืนทรายระยับ มองจากเบื้องบนนั้นงดงามจับตา หากได้สัมผัสจริงๆ จะเป็นเช่นไรเธอก็มิอาจเดาได้ โชคดีที่เธอเดินทางมาจอร์แดนช่วงปลายฤดูหนาวของที่นี่ ดังนั้นช่วงกลางวันจึงไม่ร้อนมากนัก


หญิงสาวมองรูปถ่ายรีสอร์ตหรูในเมืองอะกาบา เมืองท่าซึ่งติดทะเลเพียงเมืองเดียวของจอร์แดน รูปนี้มารดาส่งมาให้ทางไปรษณีย์นานมากแล้ว รีสอร์ตแสนสวยติดชายทะเลที่มารดาและบิดาเลี้ยงชาวจอร์แดนทำงานอยู่ไม่สามารถดึงดูดใจหญิงสาวเท่า ‘เพตรานครศิลาสีชมพู’ ในหุบเขาโฮร์ทางตอนใต้ของประเทศจอร์แดนได้เลย เธอจึงเก็บรูปถ่ายรีสอร์ตแสนสวยใส่ลงไปในแจ็กเกตยีนอย่างไม่คิดจะสนใจอีก


หญิงสาวนัดมารดาว่าจะเดินทางมาหาท่านวันที่สิบห้า แต่นี่เพิ่งวันที่ห้าเท่านั้น ทว่าเธอกลับเดินทางมาถึงก่อนล่วงหน้า นั่นก็เพราะตั้งใจว่าจะไปเยือนเพตราสักหนึ่งสัปดาห์เป็นอย่างน้อย ก่อนที่มารดาจะฝากเธอเข้าทำงานในรีสอร์ตที่ท่านทำงานอยู่


‘มาทำงานกับแม่เถอะสุ่น เจ้านายของแม่ท่านเป็นคนใจดีมากๆ และที่สำคัญลูกชายของท่านยังหล่อมากอีกด้วย หล่ออย่างกับพระเอกหนังเชียวนะ ถ้าหนูได้เจอหนูจะต้องชอบแน่ๆ ขี้คร้านจะไม่อยากกลับประเทศไทย หลงรักคนประเทศนี้เหมือนแม่’


ยี่สุ่นยังจำคำพูดของมารดาจากทางโทรศัพท์ได้อย่างชัดเจน ดูท่าแล้วมารดาจะวางแผนให้เธอมาดูตัวลูกชายของเจ้านายเสียมากกว่าจะหางานให้เธอทำอย่างที่ท่านอ้างไว้


หญิงสาวเดินไปยังแท็กซี่ที่จอดรอรับผู้โดยสารเรียงรายเป็นทิวแถว แท็กซี่สีเขียวรอบคันรถติดสติกเกอร์สีกรม ลวดลายเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ของจอร์แดน ไม่ว่าจะเป็น อูฐ ดวงอาทิตย์ วิหารหิน ต้นปาล์ม และอื่นๆ อีกมากมาย นับว่าแปลกตาไปอีกแบบ


“คุณผู้หญิงจะไปไหนหรือครับ” เจ้าของสำเนียงภาษาอังกฤษแปร่งเอ่ยทักทาย คนขับรถอายุกว่าสี่สิบเดินมาหาหญิงสาวด้วยท่าทางนอบน้อม เขาสวมโต๊บ (*) สีครีมค่อนไปทางน้ำตาลแต่เดาว่าครั้งหนึ่งมันคงเคยเป็นสีขาวมาก่อน คลุมคัฟฟิเยห์ (**) ลายตารางสีขาวแดงบนศีรษะ ดวงตากลมโตคมเข้ม คิ้วหนา ไว้หนวดเครารุงรังจนดูน่ากลัว


ในความคิดของหญิงสาวนั้นชายตรงหน้าช่างดูไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย แต่เมื่อเหลียวมองคนขับรถคนอื่นๆ ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนัก หญิงสาวจึงยอมบอกที่หมาย “ไปเพตราค่ะ”


“เดี๋ยวผมไปส่งครับคุณผู้หญิง” เขารีบกุลีกุจอเดินไปเปิดประตูรถ


“เท่าไรคะ” หญิงสาวยังไม่ยอมก้าวขึ้นรถ เพราะต้องการจะสอบถามราคาก่อน ดูจากสภาพรถที่เรียกได้ว่ายับเยิน คงกรำงานหนักมาพอสมควร เธอเดาได้เลยว่าแท็กซี่เหล่านี้ไม่ได้เรียกเก็บตามมิเตอร์อย่างแน่นอน แต่คงเรียกเก็บแบบเหมาจ่ายเสียมากกว่า


“สามสิบดีนาร์ (***) ครับคุณผู้หญิง”


“ถ้าจากสนามบินเข้าไปในตัวเมืองอัมมานก็ราวๆ ห้าถึงหกดีนาร์ จากอัมมานไปเพตราก็ไม่น่าจะเกินยี่สิบดีนาร์ไม่ใช่เหรอคะ” หญิงสาวพูดเนิบราวกับว่าเคยมาที่นี่หลายครั้ง ความจริงแล้วเธอมาครั้งแรก จะว่าไปแล้วเป็นครั้งแรกที่เดินทางออกนอกประเทศไทยเสียด้วยซ้ำไป แม้จะกลัวและประหม่า กระนั้นเธอกลับวางมาดเป็นนักท่องเที่ยวมือฉมังเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบนั่นเอง


ยี่สุ่นกอดอกแล้วมองคนขับรถอย่างรอคอยคำตอบ “ว่ายังไงคะ”


“ถ้าอย่างนั้นผมคิดยี่สิบห้าดีนาร์สำหรับคุณผู้หญิงเป็นกรณีพิเศษเลยครับ” เมื่อโดนจับได้ว่าโก่งราคาพ่อค้าก็ทำท่าเอาใจสุดฤทธิ์ แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังยืนนิ่งเขาก็รีบลดราคาทันที


“ยี่สิบดีนาร์ขาดตัวครับคุณผู้หญิง” เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ลงจากเที่ยวบินนี้จับจองรถแท็กซี่คันอื่นๆ กันไปจนหมดแล้ว คนขับจึงหมดทางเลือก เขาต้องได้ผู้โดยสารไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม


“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันลองไปเรียกคันอื่นดูดีกว่า” หญิงสาวยักไหล่ก่อนจะเดินไปหาแท็กซี่คันอื่น


“เดี๋ยวครับคุณผู้หญิง คุณต้องการราคาเท่าไร” คนขับตะโกนถาม หญิงสาวชะงักแล้วยิ้มที่มุมปากก่อนจะตีหน้าเรียบเฉยแล้วหันกลับไป


“สิบห้าดีนาร์”


“ไม่ได้หรอกครับคุณผู้หญิง ไหนจะค่าน้ำมัน ค่าแรง แล้วผมจะได้อะไรล่ะครับ เห็นใจผมเถอะ” ชายร่างท้วมโอดครวญ “สักสิบแปดดีนาร์ได้ไหม ราคานี้ถูกสุดๆ แบบที่ไม่เคยลดให้ใครเลยนะครับ”


“ก็ได้” หญิงสาวพยักหน้าแล้วก้าวเข้าไปในรถด้วยท่าทางพอใจ ที่สามารถต่อรองราคาลงมาเกือบครึ่ง


ทว่าคนขับรถถึงกับบ่นอุบกับความเค็มชนิดทะเลสาบเดดซีเรียกแม่ เขาไม่เคยเจอนักท่องเที่ยวหญิงคนไหนกล้าต่อราคาค่าโดยสารบ้าระห่ำขนาดนี้มาก่อนทั้งที่เดินทางมาคนเดียวแท้ๆ


คนขับสวมวิญญาณตีนผี เหยียบคันเร่งจนมิด แล้วแซงทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า ยี่สุ่นไม่ได้โหวกเหวกโวยวายหรือมีท่าทีเสียขวัญแม้แต่น้อย เธอชินเสียแล้ว เพราะแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ ก็ซิ่งนรกแตกไม่แพ้แท็กซี่ที่จอร์แดนเช่นกัน เธอปล่อยหัวใจให้ล่องลอยไปตามความคิด สายตาเหม่อมองออกไปนอกตัวรถ


ผืนทรายสีทองอมส้มแลดูแห้งแล้งแตกต่างจากผืนแผ่นดินที่หญิงสาวจากมา แผ่นดินไทย...เขียวขจีไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ อุดมสมบูรณ์จนได้ชื่อว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ทว่าที่นั่นมีคนใจร้าย คนที่ทำให้เธอต้องหลบมาไกลถึงจอร์แดน


“คุณผู้หญิงครับ” คนขับรถเอ่ยเรียกอีกครั้ง เมื่อเรียกครั้งแรกแล้วหญิงสาวไม่ได้ยิน เพราะมัวมองเหม่อออกไปนอกตัวรถจมอยู่ในห้วงภวังค์ของตนเอง


“มีอะไรเหรอคะ” หญิงสาวหันกลับมามองคนขับรถแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความสงสัย


“คุณผู้หญิงมีที่พักหรือยังครับ”


“ยังไม่ได้จองที่ไหนเอาไว้ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว น่าจะหาที่พักได้ไม่ยาก”


หญิงสาวตั้งใจว่าจะไปหาที่พักที่วาดีมูซา พักผ่อนสักหน่อยแล้วรุ่งเช้าค่อยออกเที่ยวชมเพตราน้อย และเพตราใหญ่ให้ทั่ว เธอมีเวลาค่อนข้างมากเพราะไม่ได้รีบร้อนไปไหน จึงตั้งใจที่จะซึมซับประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่ให้มากที่สุด


“ผมขอเสนอที่พักราคาถูกที่วาดีรัมครับ ที่นั่นเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ทะเลทรายเป็นสีส้มจนคล้ายสีแดง สวยมากทีเดียว” คนขับนำเสนอที่พักด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด


ยี่สุ่นอมยิ้ม รู้ได้ในทันทีว่าคนขับคงได้ค่านายหน้า หากพานักท่องเที่ยวไปพักยังโรงแรมนั้นๆ หญิงสาวไม่ขัดข้อง เธอมีเวลามากก็จริงแต่มีเงินไม่มาก ประหยัดเอาไว้ก็ไม่เสียหลาย


“ลองไปดูสิ ถ้าถูกและน่าพักฉันอาจตกลงก็ได้” หญิงสาวตอบรับแบบหยั่งเชิง ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจจนเกินไปนัก แต่ดูเหมือนคนขับแท็กซี่จะดีใจมากทีเดียว อาจเพราะโดนหญิงสาวต่อรองราคาจนขาดทุนไปหลายดีนาร์ จึงดีใจเมื่อจะได้ค่านายหน้าจากการพานักท่องเที่ยวเข้าพักในโรงแรม

โตรกผาและเนินเขาสลับทับซ้อนผุดขึ้นกลางผืนทรายกว้างจนสุดสายตา เดาว่าน่าจะเริ่มใกล้ถึงวาดีรัมเข้าไปทุกทีแล้ว คนขับพาหญิงสาวมาหยุดอยู่หน้าโรงแรมขนาดเล็กที่มีเพียงแค่สี่ชั้น มีห้องพักราวๆ ยี่สิบห้องเห็นจะได้ ภายนอกโรงแรมกลางเก่ากลางใหม่ไม่ได้ทรุดโทรมนักคงเพราะเจ้าของดูแลและคอยปรับปรุงอยู่เนืองๆ เมื่อหญิงสาวเข้าไปดูห้องพักจึงตกลงพักที่นี่ เธอจ่ายค่าแท็กซี่ให้ชายวัยกลางคนเป็นจำนวนเงินสิบแปดดีนาร์ ทว่าเขากลับแบมือยื่นมาหาเธอ


“บักชีสห์”


หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยไม่เข้าใจภาษาของเขา


“ขอทิปด้วยครับ” คนขับเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ ปักหลักขอทิปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะไปง่ายๆ หญิงสาวจึงตัดใจให้ค่าทิปไปอีกหนึ่งดีนาร์ แล้วจึงเข้าห้องพัก


ภายในห้องพักขนาดเล็ก มีเพียงเตียงขนาดกลาง โทรทัศน์ ตู้เย็น และห้องน้ำส่วนตัว แต่นับว่าดูดีมากแล้วสำหรับค่าเข้าพักที่ได้ราคาถูกเช่นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่นั่นเอง แม้จะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวแต่เธอก็เห็นนักท่องเที่ยวประปราย นั่นแสดงว่าหากฤดูกาลท่องเที่ยวมาเยือน หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้คงแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งเธอมองว่าเธอโชคดี ไม่อย่างนั้นคงต้องเสียเงินเพื่อแย่งที่พักอาศัย แย่งที่เที่ยวจนพลอยหมดสนุกแน่ๆ


ยี่สุ่นนอนเหยียดกายบนเตียงนุ่มเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่ต้องนั่งเครื่องบินเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง แล้วยังต้องมานั่งแท็กซี่ตีนผีที่ขับแซงไปมาจนเธอเวียนหัว เธอนอนคิดถึงแผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ ในหัว ก่อนจะผล็อยหลับไป


เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเย็นมากแล้ว เธอจึงรีบจัดการอาบน้ำเรียกความสดชื่น แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมง สวมรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง แบกกระเป๋าเป้ใบเล็กบรรจุของใช้จำเป็นและเอกสารสำคัญที่ต้องพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา ออกจากที่พักในยามโพล้เพล้ เธอค่อยๆ เดินออกกำลังกายช้าๆ และถือโอกาสดูบ้านเรือนผู้คนของที่นี่ โดยไปไม่ไกลจากที่พัก ตั้งใจให้เหงื่อออกแล้วค่อยกลับมาอาบน้ำอีกรอบจึงรับประทานอาหารเย็นแล้วเข้านอน หญิงสาววางแผนสิ่งที่ต้องทำเอาไว้ในใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน


ยี่สุ่นทอดมองไปยังดวงตะวันที่กำลังลาลับจากขอบฟ้า แสงสว่างสุดท้ายจุมพิตผืนทรายก่อนที่ความสว่างจากแสงไฟข้างถนนจะสว่างขึ้นมาแทนที่ รอบตัวเงียบสงัดแทบไม่มีผู้คนออกมาเดินเตร็ดเตร่ มีเพียงหญิงสาวที่ยังคงเดินชมวิวอย่างไม่กลัวอันตรายใดๆ


“แม่หนู”


หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเพราะจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง เมื่อหันกลับไปจึงพบหญิงสูงวัยส่งยิ้มมาให้ หญิงชราแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเข้มแต่มีลวดลายฉูดฉาดแปลกตา เธอคิดว่าหญิงชราน่าจะเป็นชาวเบดูอินในละแวกนี้


“มีอะไรหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยถาม ทว่าหญิงสูงวัยกลับชูสร้อยขึ้นแล้วส่งยิ้มเห็นฟันหน้าที่หลุดหายไปมากกว่าสองซี่


“สวมแล้วจะโชคดีเรื่องความรัก” หญิงสูงวัยพูดตะกุกตะกักราวกับท่องจำ คงท่องภาษาอังกฤษสำหรับค้าขายมาไม่กี่ประโยคเท่านั้น เธอรับสร้อยมาถือไว้แล้วมองสร้อยเงินมีจี้วงกลมรูปดาวห้าแฉกด้วยความสนใจ


“เท่าไรคะ” หญิงสาวตั้งใจจะอุดหนุนชาวเบดูอินพื้นเมือง


“สองดีนาร์” บอกราคาเสร็จก็ยิ้มแฉ่งเมื่อคิดว่าจะขายได้


“นี่ค่ะ” หญิงสาวหยิบเงินแล้วส่งให้


“ความรักกำลังมาหาแม่หนู อธิษฐานขอพรเสียสิ” หญิงสูงวัยยกมือมาแตะที่ไหล่เธอ ยี่สุ่นไม่แน่ใจว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่าแต่เธอรู้สึกได้ว่าบริเวณที่หญิงสูงวัยสัมผัสนั้นร้อนวาบและหนักอึ้งอย่างน่าประหลาด


เธอก้มลงมองจี้ขนาดเท่าเหรียญสิบบาทไทยในมือ มีรูปดาวห้าแฉกอยู่ตรงกลาง มันคือเพนทาเคิล (pentacle) เธอพอจะมีความรู้อยู่บ้าง เพนทาเคิลมีมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย เนิ่นนานกว่าห้าพันปี ผู้คนยุคนั้นบูชานับถือเทพแห่งดวงจันทร์เปรียบเป็นเพศหญิงและดวงอาทิตย์เปรียบเป็นเพศชาย มีดวงดาวที่เป็นผู้หญิงนามว่า อีนานนา หรือ อิชทาร์ เป็นเทพีแห่งความรัก ซึ่งต่อมานักประวัติศาสตร์ได้นำตำแหน่งมาเปรียบเทียบกับเทพเจ้าของกรีกและโรมัน ตำแหน่งนี้จะเท่ากับ วีนัส เทพีของโรมัน ซึ่งกรีกเรียกว่าอโฟรไดต์นั่นเอง


หญิงสาวเงยหน้าขึ้นหมายจะสอบถามหญิงสูงวัย ทว่าหล่อนกลับหายไปเสียแล้ว เธอก้มหน้าลงไปแค่เพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าหญิงสูงวัยชาวเบดูอินจะเดินเร็วจนเงยหน้าขึ้นมาแล้วไม่พบ


“สวมไว้ก็แล้วกัน เผื่อว่าผู้หญิงดวงตกอย่างเราจะโชคดีกับเขาบ้าง”


เธอยกสร้อยขึ้นสวม ก่อนจะออกเดินอย่างสบายใจ ข้างหน้ามีร้านเล็กๆ คล้ายร้านอาหาร เธอว่าจะลองแวะดูสักหน่อย เผื่อจะได้อาหารแปลกๆ ไปลองชิม เพราะคิดว่าทางโรงแรมคงจัดอาหารพวกจานด่วนของฝรั่งเอาไว้บริการนักท่องเที่ยวแน่ๆ


สร้อยเพนทาเคิลแกว่งไปมาตามแรงเดิน หญิงสาวจึงจับมันไว้ตั้งใจจะสอดเข้าไปในเสื้อ แต่แล้วก็คิดได้ว่าเธอยังไม่ได้อธิษฐานตามที่หญิงสูงวัยชาวเบดูอินแนะนำ หญิงสาวจึงหลับตาอธิษฐาน


“สาธุ! ขอให้ลูกพบเนื้อคู่ด้วยเถอะ ลูกขอผู้ชายสุภาพ แสนดี ไม่นอกใจ ไม่ดื่มเหล้าติดการพนัน ไม่แอ๊บเมน ไม่แมงดาด้วยเถิด เพี้ยง!”


“ว้าย!”


ยี่สุ่นลืมตาแล้วหวีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีวัยรุ่นวิ่งมากระชากกระเป๋าเป้ของเธอไป เมื่อตั้งสติได้หญิงสาวก็วิ่งตามไปด้วยความเร็ว พลางร้องตะโกนให้คนช่วย


“ช่วยด้วยค่ะ ผู้ชายคนนั้นขโมยกระเป๋าฉันไป ช่วยด้วย” เธอวิ่งตามอย่างไม่คิดชีวิตเพราะในกระเป๋าใบนั้นมีพาสปอร์ตและเอกสารสำคัญหลายอย่าง ถ้าหายไปเธอต้องแย่แน่ๆ หญิงสาวถอดรองเท้าผ้าใบแล้วออกแรงขว้างไปสุดแรง


แม่นราวกับจับวางเมื่อมันกระแทกเข้ากลางแผ่นหลังของหัวขโมย หัวขโมยตกใจจนชะงักแค่เพียงครู่เดียวแล้วก็ออกวิ่งต่อ ทันใดนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งแซงเธอไป แล้วเข้าล็อกคอหัวขโมยจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น หัวขโมยพยายามต่อสู้ แต่พลเมืองดีเสยหมัดเข้าที่ปลายคางเต็มแรงเสียก่อน หัวขโมยเห็นท่าไม่ดีมันจึงฟาดกระเป๋าเป้ใส่หน้าชายหนุ่ม แล้ววิ่งหนีไปยังตรอกซอยเล็กๆ อย่างรวดเร็ว พลเมืองดีจะวิ่งตามทว่ายี่สุ่นกลับร้องเรียกไว้เสียก่อน


“ไม่ต้องตามไปหรอกค่ะ เด็กนั่นวิ่งเร็วมากคุณคงตามไม่ทันแน่ๆ ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันเอาไว้” หญิงสาวก้มลงเก็บกระเป๋าขึ้นมาปัดเศษดินออก พลเมืองดีเดินไปหยิบรองเท้าผ้าใบสีชมพูช็อกกิงพิงก์ส่งให้เธอ หญิงสาวเอ่ยขอบคุณแล้วรับมาสวมไว้อย่างรวดเร็ว


“ผมต้องขอโทษด้วย นักท่องเที่ยวไม่น่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ หวังว่าคุณคงจะยังไม่ขยาดที่นี่ไปเสียก่อน ผมรับรองว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่คุณต้องประทับใจแน่ๆ”


สำเนียงภาษาอังกฤษรื่นหูทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาให้ถนัดตา เธออึ้งไปหลายอึดใจ จนชายหนุ่มต้องเอ่ยถาม


“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณ”


“หล่อมาก”


เธอพึมพำเป็นภาษาไทย ยังคงจ้องมองหน้าเขาแทบไม่กะพริบตา รูปร่างสูงใหญ่กว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตร ดวงตาสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ใบหน้าเขาดูดุและไม่เป็นมิตรนัก แต่กลับดึงดูดสายตาให้จับจ้องเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้น ผิวสีแทนคล้ามแดดเสริมให้เขาดูแข็งแกร่งอย่างชายชาตรี เขาสวมโต๊บสีเขียวไข่กาและโพกคัฟฟิเยห์ลายตารางสีขาวดำ โดยโพกแบบพันรอบศีรษะไม่ได้ปล่อยชายลงมา


“อะไรนะครับ”


“อ่า... เอ่อ... ขอโทษค่ะ ฉันจะบอกว่าขอบคุณมาก ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ”


หญิงสาวเอ่ยขอบคุณ ตายังคงจับจ้องใบหน้าคมคล้ามอย่างไม่วางตา ด้วยไม่คิดว่าจะมาเจอหนุ่มหล่อกลางทะเลทรายที่แสนแห้งแล้งเช่นนี้ อย่างนี้หรือเปล่านะที่เขาเรียกว่าโอเอซิสกลางทะเลทราย เพราะคนหล่ออย่างเขาคงทำให้หัวใจของผู้หญิงแถวนี้ชุ่มฉ่ำ...รวมทั้งเธอด้วย


“ถ้าคุณไม่เป็นอะไรแล้วผมคงต้องขอตัวก่อน รีบกลับที่พักเสียเถอะครับ มืดค่ำแบบนี้คุณไม่ควรออกมาเดินข้างนอกคนเดียว” เขาเอ่ยเตือนคล้ายตำหนิในตอนท้ายประโยค ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้านอาหารเล็กๆ ที่เธอคิดเอาไว้ว่าจะเข้าไปในตอนแรกแต่ตอนนี้เธอหมดอารมณ์ที่จะลิ้มลองอาหารพื้นเมืองเสียแล้ว เธอควรรีบกลับโรงแรมอย่างที่ชายหนุ่มแนะนำเป็นดีที่สุด


คงเป็นคนจูงอูฐ ไกด์ หรือไม่ก็ชาวบ้านละแวกนี้ หญิงสาวไม่ติดใจสงสัย เธอหมุนตัวเดินกลับที่พัก แต่แล้วกลับรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามหลังเธอมา หญิงสาวเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ใจเต้นตึกตัก ต้องเป็นคนร้ายแน่ๆ ยิ่งเธอก้าวยาวมันก็ยิ่งก้าวยาวตามเธอมา แล้วจู่ๆ มือหนักก็แตะลงบนไหล่ของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว


“กรี๊ด!”


หญิงสาวหวีดร้องด้วยความตกใจ เหวี่ยงกระเป๋าฟาดใส่คนร้ายเพื่อป้องกันตัวทันที


“คุณ! ผมเอง”


ยี่สุ่นลืมตาขึ้นแล้วหยุดกรีดร้อง เมื่อเห็นว่าเป็นชายหนุ่มคนเดิมที่ช่วยเธอไว้หญิงสาวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “คุณนั่นเอง ขอโทษนะคะคุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า เอ่อ...เมื่อครู่ฉันฟาดไปเสียเต็มแรงเลย” หญิงสาวถามเสียงอ่อน ฝืนยิ้มแห้งๆ ส่งให้ชายหนุ่ม


“ผมไม่เป็นอะไรครับ” เขายกแขนรับแรงกระแทกจากกระเป๋าเอาไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นก็คงฟาดเข้าหน้าเขาเต็มๆ นับว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ แต่มีเรี่ยวแรงไม่น้อยเลยทีเดียว


“แล้วคุณตามฉันมา มีอะไรเหรอคะ หรือว่า...” หญิงสาวทำท่าราวกับคิดอะไรออก “ขอโทษด้วยนะคะ ฉันนี่แย่จริงๆ เลย คุณอุตส่าห์ช่วยฉันแท้ๆ แต่ฉันกลับไม่ได้ตอบแทนสินน้ำใจแก่คุณเลย” หญิงสาวเปิดกระเป๋าแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เธอไม่น่าลืมเลย คนอุตส่าห์มีน้ำใจช่วยก็น่าจะตอบแทนบ้างเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งในยุคที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมดแบบนี้ เงินจึงนับว่ามีบทบาทสำคัญเลยทีเดียว


“ผมไม่ได้ต้องการเงินของคุณ!” น้ำเสียงห้วนบ่งชัดว่าชายหนุ่มไม่สบอารมณ์ เมื่อหญิงสาวแปรเปลี่ยนน้ำใจของเขาเป็นเงิน


“เอ่อ... ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกคุณ” หญิงสาวหน้าเสีย เมื่อเห็นสีหน้าดุที่มองเธอราวกับเป็นเด็กๆ เขาเหลือบมองไปยังด้านหลังราวกับมองหาใครสักคน


“เรื่องนั้นช่างเถอะ มีคนเดินตามคุณมา เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่โรงแรมก็แล้วกัน เชิญ...” เขาสั่งการราวกับเธอเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วผายมือให้หญิงสาวเดินนำ โดยมีเขาเดินตามประกบด้านหลัง


หญิงสาวออกเดินด้วยความสับสน รู้สึกใจคอไม่สู้ดี “โจรหรือคะที่แอบเดินตามฉันมา” เธอหันไปถามเขา ผ่อนฝีเท้าให้เดินไปพร้อมๆ กัน เพราะการที่เขามาเดินตามหลังเธอเช่นนี้ ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ อย่างไรชอบกล


“ผมไม่รู้ แต่คิดว่ามันคงไม่ได้มาดีแน่” เขาตอบห้วน สั้น แล้วเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ต้องการพูดคุยกับหญิงสาว ยี่สุ่นจึงเลือกที่จะเงียบแล้วออกเดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงหน้าโรงแรมขนาดเล็กที่เธอพัก


“ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยเดินมาส่งฉัน” หญิงสาวกล่าวขอบคุณ ไม่รู้จะตอบแทนเขาอย่างไรดี ถ้าเป็นเงินละก็ตัดทิ้งไปได้เลย ขืนเสนอออกไปอีก เขาต้องจับเธอหักคอแน่ๆ ยิ่งชอบทำหน้าเข้มดุดันราวกับโกรธใครอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ เธอไม่ควรล้อเล่นเป็นดีที่สุด


“คุณเป็นนักท่องเที่ยว เจ้าของบ้านอย่างผมก็ต้องช่วยเหลือเป็นธรรมดา” เขาหมุนตัวเดินกลับ แต่แล้วเสียงลงส้นเท้าหนักๆ ก็ทำให้ต้องหันกลับไป พบว่าคนตัวเล็กซึ่งเขาเดาไม่ออกว่ามาจากประเทศอะไร แต่คิดว่าน่าจะมาจากเอเชียตะวันออกกำลังวิ่งมาหา


ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ “มีอะไรหรือ”


“ขอทราบชื่อคุณได้ไหม ฉันอยากรู้จักชื่อคนที่ช่วยเหลือฉันไว้ถึงสองครั้ง” หญิงสาวเอ่ยจุดประสงค์ออกไป ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเงียบจนหญิงสาวกลัวว่าเขาจะตะคอกอย่างไม่พอใจเหมือนตอนที่เธอเสนอเงิน


“ผมชื่อรัฟฟาน” บอกชื่อจบก็หมุนตัวกลับแล้วก้าวยาวไปบนถนน


“ขอบคุณค่ะรัฟฟาน” ทว่ายี่สุ่นกลับตะโกนขอบคุณชายหนุ่มเสียงดังลั่น เขาไม่ได้หันกลับมาแต่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกแล้วเดินหายไปในความมืด


“เป็นคนพูดน้อยหรือขี้เก๊กกันแน่นะ” เธอยิ้มที่มุมปากแล้วเดินกลับเข้าไปในโรงแรม


อย่างน้อยวันนี้ก็มีเรื่องดีอยู่บ้าง ไม่ได้มีแต่เรื่องเลวร้ายไปเสียหมดหรอกน่า...


 

 

 

 

to be continued...

 

 

 

 


(*) thobe คือ ชุดแต่งกายสำหรับชีวิตประจำวัน ลักษณะชุดยาวคลุมข้อเท้า แขนยาว


(**) keffiyeh ผ้าคลุมศีรษะลายตาราง ปกติชาวจอร์แดนมักสวมสีขาวหรือแดง แต่มีสีอื่นๆ วางขายเพื่อให้นักท่องเที่ยวซื้อเป็นที่ระลึก บางประเทศเรียก shemagh


(***) ห้าสิบบาทไทยเท่ากับหนึ่งดีนาร์จอร์แดน (โดยประมาณ)

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

สะมะเรีย
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'มนตรา...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด