COMICOเสน่หาราชากุหลาบแดง

ตอนที่ 1 ผู้บาดเจ็บที่อยู่ในป่า (1)

เสน่หาราชากุหลาบแดง
นักเขียน : Park Soo Jung

อ่านการ์ตูน




เอลลี่ออกมาจากห้องครัว หลังล้างถ้วยชามที่ใช้ตอนมื้อเช้าเสร็จ จากนั้นเธอก็เทเศษอาหารลงในรางข้าวหมู


“มาๆ รีบกินเข้า”


เอลลี่เหม่อมองเจ้าหมูที่มุดหน้าเข้าไปในรางข้าวแล้วกินอย่างมูมมาม เพียงชั่วพริบตาอาหารก็หมดเกลี้ยง


“ขอโทษนะ วันนี้มีแค่นี้แหละ”


เจ้าหมูเลียรางข้าวว่างเปล่าพลางร้องอู๊ดอี๊ดเหมือนจะบอกว่ายังไม่อิ่ม อาหารที่ว่าก็เป็นแค่เศษใบกะหล่ำปลี เปลือกถั่วปากอ้า แล้วก็หัวผักกาด


‘อยากพามันเข้าไปในป่าจัง’


เอลลี่ถอนหายใจ


ช่วงกลางหน้าร้อนแบบนี้คงยังไม่มีลูกเกาลัด แต่ถ้าเอาหมูไปปล่อยไว้ในป่า พวกมันก็คงจะมุดหาลูกไม้ตามพงหญ้ากิน หรืออาจขุดพวกรากไม้อ่อนขึ้นมากินเองได้ ปัญหาอยู่ตรงที่เธอพาหมูเข้าไปในป่าไม่ได้ต่างหาก


ในป่าเวสต์วูดซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล มีทั้งต้นโอ๊กและต้นเกาลัดขึ้นอยู่หนาแน่น พอถึงฤดูใบไม้ร่วงชาวไร่ก็จะพาหมูที่เลี้ยงไว้เข้าไปในป่า


แค่ใช้ไม้เท้ากระทุ้งที่ต้น ลูกเกาลัดก็จะล่วงลงมา หมูก็จะพากันกินลูกเกาลัดพวกนั้น และหมูที่ถูกขุนจนอ้วนก็จะกลายเป็นเสบียงสำหรับหน้าหนาว


ป่าแห่งนี้เป็นของท่านลอร์ด การตัดไม้หรือล่าสัตว์จึงถูกสงวนไว้อย่างเข้มงวด แต่แค่เอาลูกเกาลัดมาเลี้ยงหมูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร


ตั้งแต่ปีที่แล้วไม่มีใครเอาหมูเข้าไปเลี้ยงในป่าอีกเลย ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดเข้าไปใกล้ๆ ป่าด้วยซ้ำ เพราะมีข่าวลือว่ามีมนุษย์หมาป่าอยู่ในป่า


ข่าวลือนั้นเริ่มมาจากปากของพวกคนงานที่ทำงานในปราสาท ตอนแรกทุกคนเพียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง


แต่แล้วข่าวลือนั้นก็เหมือนจะได้รับการยืนยัน เมื่อวันหนึ่งเด็กสาวคนหนึ่งหายตัวไป หลังเข้าไปเก็บสตรอวเบอร์รีในป่า เมื่อพ่อของเธอเข้าไปตามหา เขาก็หายตัวไปอีก และพอสามีหายตัวไป ภรรยาจึงมุ่งเข้าไปตามในป่าบ้าง เธอหายไปหนึ่งคืนแล้วกลับมายังหมู่บ้านในสภาพเสียสติ ทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผล


‘ในป่ามีมนุษย์หมาป่า มนุษย์หมาป่าอยู่ในนั้น’


หญิงเสียสติเอาแต่พูดคำนั้นซ้ำๆ เมื่อมีคนถามว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น


จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปวนเวียนใกล้ป่าอีกเลย แม้กระทั่งผู้ดูแลป่าก็ยังร้องอ้อนวอนกับท่านลอร์ด ‘ข้าไม่อยากตาย’ แล้วหนีออกมาจากป่า กลับมาทำไร่ทำสวนอยู่ในหมู่บ้านแทน


แต่เอลลี่ไม่เชื่อคำบอกเล่าพวกนั้น โลกนี้มีมนุษย์หมาป่าที่ไหน ถึงจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผีปีศาจอยู่มากมาย แต่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าของพวกโง่เขลาเท่านั้น เพราะสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ปีศาจ แต่คือมนุษย์ต่างหาก


ทว่ามีข่าวลือก็ย่อมต้องมีต้นเหตุ เอลลี่คิดว่าคงมีใครสักคนตั้งใจปล่อยข่าวลือ ไม่แน่ว่าในป่าอาจมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ เรื่องที่คนคนนั้นอยากเก็บซ่อนเอาไว้ ตามหลักความจริงไม่น่าจะมีใครหายไปในป่าแล้วไม่กลับออกมาอีก เพราะถึงป่าจะกว้างแต่ก็ไม่ได้ซับซ้อนหรืออันตรายถึงขั้นทำให้หลงทาง และไม่ได้มีสัตว์ร้ายที่จะทำร้ายคนได้ด้วยด้วย


แต่ด้วยความรู้สึกไม่วางใจ เอลลี่และพ่อจึงตกลงกันว่าจะไม่เข้าไปในป่าสักพัก เพราะบนโลกนี้ก็ยังมีบางอย่างที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งอยู่เหมือนกัน


แต่พักนี้เอลลี่รู้สึกอยากเข้าไปในป่ามาก ยิ่งได้เห็นหมูเริ่มตัวผอมแห้งเพราะอาหารไม่พอก็ยิ่งทนไม่ไหว


การขุนหมูถือเป็นความอยู่รอดเลยทีเดียว เพราะเมื่ออากาศเริ่มเย็นลง พวกเขาต้องจับหมูมาเชือดแล้วเอาเนื้อมาหมักเกลือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหน้าหนาว พวกเขาต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินเนื้อหมูพวกนั้นกับข้าวบาร์เลย์ กะหล่ำปลี และแอปเปิ้ลที่เก็บสะสมเอาไว้ หมูผอมกะหร่องแบบนี้จึงถือเป็นปัญหาใหญ่


การใช้ชีวิตเพียงลำพังสองพ่อลูก ซึ่งพ่อพิการแขนขาดข้างหนึ่ง กับลูกสาวเอลลี่ที่อายุเพิ่งจะสิบหกปี มีแต่ความแร้นแค้นไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขาไม่มีแม้แต่ที่ดินผืนเล็กๆ จึงต้องเช่าที่ดินเพื่อทำไร่ทำสวน ถึงไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ แต่ก็ผ่านหน้าหนาวในแต่ละปีไปได้อย่างยากลำบาก


แถมปีนี้ก็ยังเก็บเกี่ยวข้าวบาร์เลย์ได้ไม่มากเสียด้วย ไม่ใช่เพียงบ้านของเอลลี่ แต่ทุกบ้านก็เช่นกัน ส่วนข้าวสาลีพวกเขาจะต้องถวายให้แก่ท่านลอร์ดทั้งหมด เพื่อจ่ายเป็นค่าเช่าที่ดินและค่าภาษี จึงฝากความหวังไว้กับข้าวสาลีไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เนื้อหมูและน้ำมันที่ได้จากมันหมูจึงมีความสำคัญยิ่งกว่าอะไร


ดวงตาสีน้ำตาลของเอลลี่เหม่อมองไปที่เจ้าหมู ในดวงตาคู่นั้นเกิดประกายบางอย่างขึ้นมาเหมือนกับตัดสินใจได้ในที่สุด


“เอาล่ะ เรื่องแค่นี้คงไม่ทำให้ตายหรอกมั้ง”


เอลลี่กล้าหาญกว่าเด็กสาวทั่วไป เมื่อตอนเอลลี่อายุหกขวบ จอห์นพ่อของเธอซึ่งกลับมาจากสนามรบได้เสียแขนไปข้างหนึ่ง ถึงเขาจะเป็นผู้ใหญ่ใจดีและอ่อนโยน แต่ก็ขาดทักษะในการใช้ชีวิตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาโต้แย้งกับคนอื่นไม่เป็น แถมไม่รู้จักต่อรองอะไรสักอย่าง


สุดท้ายบทบาทหัวหน้าครอบครัวตัวจริงเลยตกมาอยู่ที่เอลลี่ ซึ่งเป็นคนที่รู้จักพูดจาต่อรองและค่อนข้างจะหัวแข็ง ตั้งแต่การนำชีสจากนมแพะที่เลี้ยงไว้ในบ้านไปขายที่ตลาด การนำข้าวบาร์เลย์หรือข้าวสาลีไปสีที่โรงสี หรือแม้แต่เชือดคอไก่ก็ยังเป็นหน้าที่ของเอลลี่ทั้งหมด


พอตัดสินใจได้แล้ว เอลลี่จึงเดินเข้าไปในห้องแล้วหยิบตะกร้าขึ้นมา


ตอนนี้สตรอวเบอร์รีป่าคงสุกเต็มที่แล้ว เอลลี่เองก็ชอบสตรอวเบอร์รีเหมือนกัน แต่พ่อของเธอชอบยิ่งกว่าเธอเสียอีก แน่นอนว่าทุกครั้งที่เอลลี่จะเข้าป่าไปเก็บสตรอวเบอร์รีป่าหรืออะไรก็ตาม พ่อจะรีบพุ่งตามไปด้วย แต่โชคดีว่าวันนี้พ่อไม่อยู่บ้าน เพราะเขาต้องพาแพะออกไปกินน้ำ


แทนที่จะห่อข้าวกล่อง เอลลี่เลือกหั่นขนมปังข้าวบาร์เลย์มาหนึ่งชิ้นแล้วใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ จากนั้นจึงจูงหมูเข้าไปในป่า บ้านของเอลลี่อยู่ห่างจากหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทท่านลอร์ดไม่ไกลนัก เลยไม่ต้องเจอใครระหว่างทางเข้าป่า เพราะถ้าเธอบอกคนอื่นว่าจะเข้าไปในป่า ใครๆ ก็คงบอกว่าเธอบ้ากันทั้งนั้น


เอลลี่แหงนหน้ามองฟ้าแล้วเร่งฝีเท้า ถึงตอนนี้พระอาทิตย์ยังลอยอยู่เหนือศีรษะ แต่เธออยากรีบกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เพราะถ้ากลับไปช้าจะทำให้พ่อเป็นห่วงเสียเปล่าๆ


รองเท้าไม้พื้นแข็งๆ คู่นี้ทำให้เธอปวดเท้าเสมอ เธอมักจะเดินเท้าเปล่าหากระยะทางไม่ไกล แต่ถ้าเดินไกลๆ จะให้เดินเท้าเปล่าก็เห็นจะลำบากเกินไป


‘อยากได้รองเท้าหนังสักคู่จัง’


นี่คือสิ่งที่เธอปรารถนามานาน แต่ลำพังทุกวันนี้ก็มีแค่พอยาไส้ไปวันๆ คงไม่มีปัญญาซื้อรองเท้าหนังอยู่แล้ว เอลลี่สูดกลิ่นกุหลาบมากมายที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ เข้าเต็มปอด เธอหวังว่ามันจะช่วยทำให้ลืมความเจ็บปวดที่เท้าได้บ้าง


คามาลลิดได้ชื่อว่าอาณาจักรแห่งกุหลาบ ดอกกุหลาบหลากชนิดผลัดเปลี่ยนกันบานสะพรั่งตลอดทั้งปี ยกเว้นเพียงช่วงฤดูหนาว ส่วนฤดูของดอกกุหลาบก็คือช่วงต้นฤดูร้อนเช่นตอนนี้


หลังจากเร่งเดินไปตามถนนแคบๆ ซึ่งปกคลุมไปด้วยกุหลาบสีแดงเพื่อมุ่งเข้าไปมนป่าได้สักพัก ในที่สุดเธอก็มาถึงเนินเขาสูงตระหง่าน ซึ่งหากข้ามเนินเขานี้ไปก็จะพบป่าเวสต์วูดอยู่เบื้องล่าง


อีกฝั่งของป่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรไอเซนลันด์ ซึ่งเป็นอาณาจักรเพื่อนบ้าน แต่ป่านี้กว้างใหญ่เกินไป และยังมีถนนหลักที่ใช้เป็นทางลัดเชื่อมอาณาจักรทั้งสองอยู่แล้ว จึงไม่มีใครเดินทางไปมาระหว่างสองอาณาจักรนี้โดยผ่านทางป่านี้เลย ป่าแห่งนี้จึงกลายเป็นเส้นเขตแดนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไปโดยปริยาย


เมื่อปีนขึ้นไปถึงที่ราบบนเนินเขาแล้วมองไปยังด้านล่าง ผืนป่าสีเขียวอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ปรากฏแก่สายตา กลิ่นหอมของต้นกำลังเสือโคร่งโชยมาพร้อมกับสายลมเย็น


ภาพผืนป่าสีเขียวกว้างสุดลูกหูลูกตาภายใต้ท้องฟ้าสีครามเป็นดั่งภาพวาดที่มองได้ไม่มีเบื่อ ภายในป่าต้นกำลังเสือโคร่งสีขาวสูงชะลูด มีต้นสนภูเขาขนาดมโหฬารขึ้นแทรกอยู่อย่างหนาแน่น ส่วนทางฝั่งตะวันออกที่แสงแดดส่องถึงนั้นเต็มไปด้วยต้นโอ๊ก ซึ่งแผ่กิ่งก้านราวกับกำลังบิดขี้เกียจ ในป่าแห่งนี้มีทั้งหุบเขา ลำธาร หรือแม้แต่หนองน้ำ แต่กลับโดนต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แน่นขนัดบดบังจนมองไม่เห็น


เอลลี่มองลงไปยังป่าพลางพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ เธอรู้สึกปลอดโปร่งเหลือเกิน ที่จริงเรื่องเลี้ยงหมูอาจจะเป็นแค่ข้ออ้าง เธอคิดถึงป่าแห่งนี้เพราะเติบโตมาในป่าแห่งนี้นั่นเอง


แต่เดิมจอห์น พ่อของเธอไม่ได้เป็นคนที่นี่ ชาวดินแดนเลสเตอร์ไม่ค่อยให้การต้อนรับชายเร่ร่อนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานพร้อมกับพาลูกสาวตัวน้อยมาด้วยเท่าใดนัก เพราะพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบปิด และแทบไม่ได้ย่างกรายออกไปจากบ้านเกิดเลยตั้งแต่เกิดจนตาย


จอห์นเองก็ไม่ได้ยินดีจะอยู่ร่วมกับคนอื่นมากนัก เขาจึงสร้างบ้านขึ้นใกล้ๆ กับป่า ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเล็กน้อย เอลลี่จึงเติบโตขึ้นมาด้วยการวิ่งเล่นกับเหล่ากระรอกหรือกระต่ายในป่า


พอโตขึ้นเอลลี่ก็เข้าไปในหมู่บ้านเป็นประจำ เธอจึงสนิทกับผู้คนและมีเพื่อนกับเขาไปโดยปริยาย แต่จนถึงตอนนี้เอลลี่ก็ยังชอบเข้าไปเก็บสตรอวเบอร์รีหรือเห็ดในป่ามากกว่า


เอลลี่มองไปที่ป่าพักหนึ่งแล้วจึงวิ่งถลาลงจากเนินเขาราวกับบิน ถึงเอลลี่จะกล้าหาญแค่ไหนแต่เธอก็ยังไม่กล้าเข้าไปในป่าลึกๆ อยู่ดี ดังนั้นในระหว่างที่เจ้าหมูเดินดมฟุดฟิดหาลูกไม้กิน เอลลี่ก็จะวนเวียนอยู่แถวๆ ชายป่าแล้วหาเก็บสตรอวเบอร์รีป่าไปพลางๆ


บริเวณป่าซึ่งร้างผู้คนถือเป็นสวรรค์แห่งสตรอวเบอร์รี่ป่าเลยทีเดียว เพียงยกใบเขียวๆ ขึ้นก็จะเห็นผลกลมที่สุกจัดจนเป็นสีแดงเข้มเรียงรายอยู่ราวกับอัญมณี


เอลลี่ถอดรองเท้าไม้ออกมาแขวนไว้กับกิ่งไม้ แล้ววิ่งเล่นไปตามช่องระหว่างต้นไม้ด้วยเท้าเปล่า ฝ่าเท้าที่ปวดเมื่อยของเธอสัมผัสความนุ่มนิ่มของใบไม้ที่ร่วงทับถมกันจนนุ่มฟู สตรอวเบอร์รีถูกเก็บมาใส่ตระกร้ามากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความสนุกของเอลลี่ที่เพิ่มมากขึ้น และเธอก็สนุกจนเผลอลืมเรื่องมนุษย์หมาป่าไปเสียสนิท


“ตายแล้ว!”


พอได้สติเอลลี่ก็พบว่าตัวเองเผลอเข้ามาในป่าลึกเสียแล้ว รอบตัวของเธอเงียบสงัด จะมีก็เพียงเสียงนกร้องที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว พอแหงนหน้ามองก็เห็นแสงแดดเพียงเล็กน้อยส่องทะลุลงมาตามช่องระหว่างกิ่งไม้ซึ่งแน่นขนัด เธอมัวเก็บสตรอเบอรี่จนเดินลึกเข้าไปในป่าจนได้ พอนึกถึงความจริงข้อนั้นขนทั่วร่างก็พร้อมใจกันลุกซู่


เอลลี่รีบหยิบตะกร้าแล้วลุกขึ้นทันที ยิ่งคิดว่าอาจจะมีมนุษย์หมาป่าพุ่งออกมาจากพุ่มไม้หนาๆ นั่น หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นโครมครามไม่หยุด


เอลลี่คุ้นเคยกับการหาทางเดินในป่า เธอคาดคะเนทิศทางโดยดูจากองศาของแสงแดดที่ส่องลงมาแล้วรีบเดินจ้ำอย่างรวดเร็ว แต่เพราะเธอรีบเกินไปเลยสะดุดรากไม้จนล้มลง


“ว้าย!”


เอลลี่ตกใจรีบพยุงตัวเองลุกขึ้น ขณะที่เธอพยายามจะหยิบตะกร้าซึ่งกลิ้งอยู่บนพื้น มีแขนของใครบางคนรัดคอเธอไว้จากด้านหลังเสียก่อน


“อย่าขยับ”


เสียงทุ้มต่ำที่ลอยเข้าหูทำให้เอลลี่หน้าถอดสีในชั่วพริบตา ขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกได้ถึงความเย็นที่ต้นคอ และเมื่อก้มลงมองจึงพบว่ามีมีดจี้คอเธออยู่ คมมีดสีเงินวาววับนั้นดูราวกับพร้อมจะเชือดคอเธอได้ทุกเมื่อ


แม้แต่ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้เอลลี่ก็ยังมีสติคิด นี่คงเป็นตัวจริงของมนุษย์หมาป่านั่น


แน่นอนว่ามนุษย์หมาป่าจริงๆ คงไม่มีทางถือมีดแบบนี้ และคงไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคนปกติเช่นนี้แน่ ถ้าเป็นมนุษย์หมาป่าจริงคงจะส่งเสียงหอนโหยหวนเหมือนหมาป่า แล้วเข้ามากัดเธอด้วยฟันคมๆ ไปแล้วล่ะ


พ่อของเธอเคยพูดว่าอาจมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ในป่า หากผลุนผลันเข้าไปอาจเป็นเรื่องใหญ่ได้ เอลลี่ก็คิดเช่นนั้นและความคิดนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ผิดเสียด้วย


ความหวาดกลัวอันแสนรุนแรงทำให้เอลลี่นึกเสียใจขึ้นมา ต่อให้หน้าหนาวนี้เธอจะต้องกินแต่ข้าวต้มเหลวๆ เธอก็ไม่ควรจะเข้ามาในป่านี้เลย เธอคงจะตายอยู่ที่นี่โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เหมือนเด็กที่เข้ามาเก็บสตอวเบอร์รีและพ่อของเธอที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย


มนุษย์หมาป่าถามทั้งที่ยังใช้มีดจ่อคอเอลลี่ไว้


“มีของกินหรือเปล่า”


เอลลี่พยักหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอไม่สามารถเปล่งเสียงได้ เลยชี้ไปที่กระเป๋าเก่าๆ ที่ห้อยอยู่กับเสื้อด้วยนิ้วมืออันสั่นเทา


มือหยาบล้วงเข้ามาในกระเป๋าของเอลลี่แล้วหยิบขนมปังออกไป ร่างกายของเธอถูกปล่อยเป็นอิสระ ความรู้สึกเย็นที่ต้นคอก็หายไปด้วย แต่ทว่าขณะที่เอลลี่พยายามจะกรีดร้องแล้ววิ่งหนีไปนั้น...


“อย่าคิดจะหนี ถ้าเจ้าหนีข้าเอามีดนี่ปักกลางหลังเจ้าแน่”


น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งทำให้เธอก้าวขาไม่ออก


“หันมาทางนี้”


เธอรู้สึกถึงอำนาจได้จากคำสั่งนั้น


เอลลี่หันกลับไปทั้งที่ยังหลับตาแน่น เพื่อจะได้ไม่เห็นตัวของอีกฝ่าย ถ้าหากมีความลับบางอย่างที่อยากซ่อนเอาไว้ เขาต้องไม่อยากให้เธอเห็นหน้าอยู่แล้ว ถ้าอยากรอดก็ต้องเลี่ยงไม่มองหน้าเขา มนุษย์หมาป่าเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังกลืนขนมปังแล้วจึงถามขึ้น


“แถวนี้มีหมู่บ้านไหม”


“มีเจ้าค่ะ หมู่บ้านสแตรทฟิลด์แห่งดินแดนเลสเตอร์เจ้าค่ะ”


เอลลี่พยายามคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น แล้วตอบกลับทั้งที่ยังหลับตา


“บ้าจริง มาถึงคามาลลิดจนได้”


มนุษย์หมาป่าพึมพำกับตัวเองแล้วหันมาถามดุๆ


“แล้วเจ้าเป็นใคร เป็นคนในหมู่บ้านหรือเปล่า”


“ข้าชื่อเอเลนอร์ เป็นลูกสาวของชาวไร่ชื่อจอห์นเจ้าค่ะ”


เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหัวเราะเยาะ พร้อมพูดด้วยเสียงเบาดุจสายลม


“แค่ลูกสาวชาวไร่ตั้งชื่อเสียยิ่งใหญ่เชียว”


ไม่ว่าใครที่ได้รู้ชื่อของเอลลี่ก็พูดเช่นเดียวกับมนุษย์หมาป่า เธอจึงใช้ชื่อจริงว่าเอเลนอร์เฉพาะตอนไปโบสถ์เท่านั้น ปกติเธอจะแทนตัวเองว่าเอลลี่


“เอลเลอานอร์ ท่านย่าของข้าก็ชื่อนี้น่ะ”


สำเนียงแปร่งๆ ที่ลอยเข้าหูมาตั้งแต่เมื่อครู่ รวมถึงวิธีออกเสียงชื่อของเธอ เอลลี่สังเกตได้ว่าเขาไม่ใช่คนคามาลลิดเช่นเดียวกับเธอ


“ว่าแต่ทำไมเจ้าต้องหลับตา”


ชายหนุ่มถามขึ้นอีกครั้ง


“หรือว่าเจ้าตาบอด แต่เมื่อกี้ก็ดูปกตินะ”


ยิ่งหลับตาก็ยิ่งทำให้ความกลัวทวีคูณขึ้น เอลลี่พยายามไม่มองเขาเพราะกำลังหวาดกลัว แต่ก็ตอบกลับไป


“ข้าพยายามจะไม่มองท่านน่ะเจ้าค่ะ”


“ทำไมล่ะ”


น้ำเสียงนั้นเจือความสงสัย


“ก็ท่านฆ่าคนที่เข้ามาในป่านี้เพราะอยากจะซ่อนอะไรบางอย่างไว้นี่เจ้าคะ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าท่านซ่อนอะไรไว้ แล้วข้าก็ไม่เห็นหน้าท่านด้วย เพราะงั้นปล่อยข้าไปเถอะนะเจ้าคะ”


เอลลี่พยายามพูดอย่างใจเย็นเท่าที่จะทำได้


“ข้าจะไม่บอกใครเด็ดขาดว่าท่านอยู่ในป่านี้ สาบานก็ได้”


“ช่างเป็นผู้หญิงกล้าหาญเสียจริง”


ชายหนุ่มยิ้มเยาะ


“แต่เจ้าเข้าใจผิดแล้วล่ะ เพราะข้าไม่ได้ฆ่าใคร แล้วก็ไม่ได้ซ่อนอะไรไว้ด้วย”


“เชื่อได้เหรอเจ้าคะ”


“ข้าสาบาน”


เอลลี่จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น และเมื่อใบหน้านั้นปรากฏแก่สายตาเธอก็ตกใจสุดขีด...



เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

Park Soo Jung
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'เสน่ห...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด