ตอนที่ 1 ออกเดินทาง

Mountain Doom กินเนื้อคน
นักเขียน : เท็ดดี้

อ่านการ์ตูน



ตอนที่ 1 ออกเดินทาง



ณ กระท่อมหลังเก่าแห่งหนึ่งที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่


ข้างในพบร่างหญิงสาวนอนราบอยู่บนเตียงไม้ เธอแน่นิ่งไม่ได้สติเป็นเวลานานแล้ว เมื่อมองผ่านเสื้อเอวลอยที่ใส่ พบว่าบริเวณท้องน้อยมีรอยเขียวช้ำจากการถูกทำร้าย


ทันทีที่ประตูกระท่อมเปิดออก พลันปรากฏร่างชายสูงใหญ่ยืนทื่ออยู่เบื้องหน้าของหญิงสาว แววตาของมันจับจ้องร่างกายอิ่มเอิบของเธออย่างโรคจิต ไล่ตั้งแต่นิ้วเท้า หัวเข่า หน้าท้อง หน้าอก ไปจนถึงเส้นผมและใบหน้า


น้ำลายไหลเยิ้มออกจากปากด้วยความหิวกระหาย สองเท้าเดินปรี่เข้าไปยังร่างที่หมดสติอยู่บนเตียง มันยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอ ก่อนจับไรผมสีทองขึ้นสูดดมพลางแสยะยิ้ม


ใช้เวลาไม่นานมันก็เปลื้องอาภรณ์ของเธอออกจนหมดสิ้น ปล่อยร่างกายเปลือยเปล่าให้นอนโล่งโจ้งอยู่อย่างนั้น มันสัมผัสเรือนร่างของเธออย่างทะนุถนอมด้วยมือที่สากดั่งกรวด ก่อนเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออกจนหมด แล้วนาบลงบนร่างกายของหญิงสาวที่หมดสติ



 

กรุงเทพมหานคร


เจ็ดโมงเช้า


“ข้าบอกเอ็งแล้วไงว่าให้ออกจากกรุงเทพฯ เร็วกว่านี้ ทีนี้เป็นไงล่ะ...สนุกไหมขับรถต่อแถวคนอื่นเนี่ย” แมนพูดกับเพื่อนซี้ ทำหน้าเยาะเย้ย


“เออ...เอาน่า จะบ่นทำพระแสงอะไร เดี๋ยวก็ให้ขับเองหรอก” เก่งตอบแมนกลับไปด้วยท่าทีหงุดหงิด


ทั้งคู่สนิทชิดเชื้อกันจนใช้คำว่าครอบครัวได้เลย เนื่องจากเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่จำความได้ อาศัยว่าบ้านใกล้เรือนเคียงจึงได้เล่นด้วยกันทุกวันเป็นประจำจวบจนปัจจุบัน


ถึงแม้เก่งและแมนจะเติบโตมาจนอายุย่างเข้าเลขสามแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้ทั้งคู่หมดไฟเหมือนวัยแรกรุ่นไปเสียง่ายๆ ยังพยายามขวนขวายหากิจกรรมที่ทำให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านอยู่เสมอ โดยไม่ยอมปล่อยให้หัวใจเต้นตามจังหวะธรรมดาเหมือนคนปรกติทั่วไป ฉะนั้น ‘ผาม่านเมฆ’ จึงตอบโจทย์ได้ดีที่สุด


แมนคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ตัดผมทรงสกินเฮด เคราบางถูกกันเป็นกรอบรอบใบหน้าด้วยมีดโกน ดั้งโด่งเป็นสันงอนปลาย เมื่อรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาผสมเข้ากับบุคลิกกวนๆ ของเขา เลยทำให้แมนดูเป็นผู้ชายแบดบอยในสายตาผู้หญิงเป็นอย่างมาก แต่มันก็ส่งผลดี เพราะเป็นแนวที่เหล่าสาวๆ คลั่งไคล้มากเลยทีเดียว


ส่วนเก่งนี่ก็ฉกาจสมชื่อ เขาทำอาชีพโปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยเป็นงานหลัก รับซ่อมคอมพ์เป็นอาชีพเสริม แต่ก็มีแค่ความสามารถนี่ละนะที่โดดเด่นขึ้นมา เพราะหน้าตาสุดแสนธรรมดามีแนวโน้มออกไปทางขี้เหร่ของเขาไร้แรงดึงดูดทางใจจากสาวๆ โดยสิ้นเชิง


เก่งมีใบหน้ารูปไข่ ผมหยิกแสกข้างเปิดหน้าผากกว้าง สวมแว่นสายตาทรงกลมสีดำ น้ำหนักประมาณเก้าสิบกิโลกรัมส่งผลให้รูปร่างอ้วนท้วม เพราะไม่ได้ออกกำลังกายร่วมไปกับการรับประทานอาหารที่สุดแสนจะเหี้ยมโหดของเขา


ทั้งคู่อยู่บนทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ก่อนจะใช้ถนนหมายเลข 9 วงแหวนรอบนอกตะวันตกเพื่อเข้าสู่เส้นทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา โดยเก่งรับตำแหน่งโชเฟอร์ตลอดทาง ส่วนแมนคอยบริการเสิร์ฟเนื้อสัตว์ พืช แป้ง ผลไม้ ลงสู่กระเพาะให้กับเพื่อนผู้เป็นคนขับอีกทีหนึ่ง ทั้งนี้ก็ทำในส่วนของตัวเองด้วย


รถที่พวกเขาใช้เดินทางเป็นรถบ้านเคลื่อนที่ขนาดกะทัดรัด รูปทรงคล้ายรถตู้แต่สูงกว่า ข้างในมีครัวขนาดย่อม เตียงนอนชั้นลอย โซฟาสองตัว อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับเข้าป่าและปิกนิก ด้านบนมีหน้าต่างบานเล็กสำหรับชมวิว ซ้ำลมยังสามารถพัดเข้ามาเพื่อให้อากาศข้างในได้ระบายอีกด้วย


ขณะที่รถใช้ความเร็วแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แมนก็ทำหน้าที่ผลิตเสบียงมื้อเช้าให้กับเพื่อนเขาไปด้วยพลางๆ โดยเข้าครัวขนาดย่อมเพื่อหั่นแซนด์วิช เขาแบ่งมันออกเป็นสองส่วน แล้วเอาชิ้นที่ใหญ่กว่ายื่นให้กับเพื่อนร่างอ้วน


เก่งรับมันอย่างรีบร้อนแล้วส่งหายวับเข้าไปในปากทันที เข้าสู่กระบวนการย่อยของกระเพาะต่อไป ส่วนแมนก็ไม่พูดพร่ำ เขารีบกินให้หมดเดี๋ยวนั้นก่อนที่เพื่อนของเขาจะแย่งมันไป


ตึ๊ด ตึ๊ด ตึ๊ด


เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโซฟาดังขึ้น แมนจึงเดินปรี่เข้าไปเพื่อรับมัน


“ไอ้โก้ใช่ไหม” เก่งถามขณะหมุนพวงมาลัย


“ใช่”


เพื่อนเขาตอบ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับสาย


“ว่าไงโก้”


“พวกเอ็งถึงไหนแล้ว รอนานแล้วเนี่ย” เสียงจากปลายสายพูด


“เพิ่งลงทางด่วนมาเอง เดี๋ยวจะบอกให้เก่งรีบอัดไปละกัน”


“เออ รีบมาละ”


เสียงจากปลายสายตัดบทสั้นๆ ก่อนจะวางไป


แมนโยนมือถือไว้ที่เดิม แล้วเดินไปหยิบโค้กขวดใหญ่ที่วางอยู่ข้างๆ ลังเบียร์ขึ้นดื่มดับกระหายหลังจากคอแห้งเพราะแซนด์วิชเมื่อครู่ เขายังนำน้ำขวดเดียวกันที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งไปแบ่งให้เก่งดื่มด้วย


“ข้าว่าเชอร์รี่ต้องบ่นฝากไอ้โก้มาแน่เลย มันถึงมาเร่งพวกเราแบบนี้เนี่ย” แมนเล่าให้เพื่อนฟังขณะที่เก่งกำลังกระดกโค้ก


“ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเชอร์รี่นะปากตลาดจะตาย” เก่งหัวเราะในลำคอ ก่อนจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย


บทสนทนาของทั้งคู่จบลงระหว่างที่รถเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นกว่านั้น เพราะรถบนถนนเริ่มซาลงจากที่หนาตาในตอนแรก


ผู้คนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านต่างจังหวัดช่วงวันหยุดยาวเสมอ ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบวันนี้ยิ่งแล้วใหญ่เลย รถติดยังกับมดต่อแถวไปขนอาหารกลับรังเสียอีก โชคยังดีที่แมนและเก่งมีเป้าหมายปลายทางสิ้นสุดแค่นครราชสีมา เพราะถ้าขึ้นไปทางเหนือ รับรองได้เลยว่าได้ขับกันจนเมื่อยไปข้างหนึ่งแน่ๆ


เก่งทำเวลาเพียงสองชั่วโมงเศษก็ถึงจังหวัดเป้าหมายที่ระบุเอาไว้ในแผน


‘นครราชสีมา’


พวกเขามุ่งหน้าต่อไปโดยไม่ได้แวะพักที่ปั๊มเพื่อทำธุระหรือหาของกินข้างทางแต่อย่างใด ด้วยความขี้เกรงใจของเก่ง กลัวว่าเพื่อนจะรอนาน จึงรีบไปรับอีกสามคนที่รออยู่ก่อนหน้าที่บ้านของแคทเธอรีน


“มาช้าจังนะพวกแก มัวแต่ป้อสาวที่ไหนกันอยู่ล่ะ”


เมื่อรถบ้านเคลื่อนที่จอดสนิท เสียงหญิงสาวฝีปากกล้าก็แผดตะโกนออกมาต้อนรับทันที เชอร์รี่ระบายความหงุดหงิดใส่เพื่อนเนื่องจากต้องนั่งรออยู่บนม้าหินอ่อนหน้าประตูร่วมครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ โดยที่พวกเขาก็ปิดล็อกบ้านเรียบร้อยเพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางทันทีโดยไม่ให้เสียเวลา แต่เอาเข้าจริงก็เสียเวลาจนได้


เบื้องหน้าของแมนและเก่งเห็นเป็นบ้านชั้นเดียวขนาดเล็ก สร้างไว้เป็นบ้านพักตากอากาศสำหรับพักผ่อนของแคทเธอรีนและครอบครัว ส่วนมากไม่ค่อยมีคนมาอยู่ถ้าไม่มีโอกาสพิเศษจริงๆ อย่างวันนี้


“รถติด” แมนตอบสั้นๆ ทำหน้ายียวนใส่เชอร์รี่


เธอเบะปากมองบน ก่อนจะทำหน้าตาไม่พอใจ เชอร์รี่อารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โชคดีที่แมนไม่โดนเปิดฉากด่าแรงๆ เหมือนทุกครั้ง ไม่งั้นคงได้ทะเลาะกันอีกยาวจนพานหมดสนุก


เชอร์รี่ หญิงสาวผิวขาว ใบหน้าเรียว แววตามั่นใจ แต่งหน้าจัดและทาปากด้วยลิปสติกสีแดง ผมดำยาวแสกกลาง ร่างกายอวบอึ๋มกว่าแคทเธอรีน โดยรวมแล้วเธอเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่งเชียวล่ะ ถ้าหากเลิกทำหน้าตาเบื่อโลกสักที


“เอาล่ะ รีบไปกันเถอะ ต้องไปหาอะไรกินข้างทางแล้วไปกางเต็นท์กันต่ออีก”


เก่งพูดตัดบทสนทนาอันแสนน่าเบื่อของทั้งคู่ ด้วยกลัวว่าหากสองคนนี้ทะเลาะกันขึ้นมา คงจะไม่ส่งผลดีต่อแก้วหูตัวเองและเพื่อนอีกสองคนแน่นอน


ทั้งหมดช่วยกันหอบเอาสำภาระที่วางอยู่บนม้าหินอ่อนขึ้นรถ ก่อนเดินตามกันขึ้นไปโดยผลัดให้ฮิวโก้เป็นคนขับ เพื่อให้เก่งได้พักผ่อนบ้าง เสียงเครื่องยนต์สตาร์ตขึ้นพร้อมกับควันรถที่ลอยสู่อากาศ ฮิวโก้เหยียบคันเร่งด้วยความเร็วระดับปานกลาง เพราะถ้าพูดถึงเรื่องรถแล้วละก็ เขาใจไม่ถึงเท่าไหร่ที่จะเหยียบคันเร่งจนมิด


ตัวเขาเองเคยมีความทรงจำที่แสนเลวร้ายเกี่ยวกับรถมาก่อน นานมาแล้วฮิวโก้เคยเป็นนักซิ่ง แต่เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ขาขวาของเขาต้องใส่เหล็กดามเอาไว้ ส่งผลให้เดินกะเผลกไม่สมประกอบเหมือนคนปรกติ


วันนั้นฝนตกหนัก ถนนลื่น มองทางไม่ชัด เขาขับรถยนต์รุ่นซีวิคมาด้วยความเร็วบนทางด่วนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พอถึงโค้งกลับเบรกไม่อยู่ รถสะบัดไปตามแรงเหวี่ยงของโค้ง ร่างของเขากระเด็นออกจากตัวรถเหวี่ยงไปฟาดกับแผงกั้นแบริเออร์คอนกรีตข้างทาง ส่งผลให้ขาขวาหัก กระดูกแทงทะลุหน้าแข้ง และนั่นเป็นต้นเหตุให้เขากลัวความเร็วไปโดยปริยาย


ฮิวโก้เป็นคนที่มีรูปร่างสูง สูงกว่าแมนนิดหน่อย ไว้ผมยาวเซอร์เหมือนนักร้องคนหนึ่งที่มีชื่อเหมือนตัวเขาเอง โกนเคราสะอาดสะอ้าน ใบหน้าขาวใส ดั้งโด่งงุ้มลงเหมือนเหยี่ยว คิ้วเชิด ริมฝีปากบาง โดยรวมแล้วหน้าตาดี แต่มีเสน่ห์น้อยกว่าแมน


“ไม่ต้องขับเร็วล่ะไอ้โก้ ข้าไม่อยากปลิวไปชนแบริเออร์แบบเอ็ง” แมนแซ็ว ทำหน้าระรื่น


“เลว”


ฮิวโก้พึมพำคนเดียว แต่เพื่อนเขาคงได้ยิน


พวกเขาคุยกันสนุกสนานตลอดการเดินทางขณะที่รถกำลังมุ่งหน้าไปทางเทือกเขาขนาดใหญ่ มันใหญ่จนกินพื้นที่ไปหลายจังหวัดเป็นแนวยาวไล่ตั้งแต่ปราจีนบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ด้วยเส้นทางที่สลับซับซ้อนทำให้พวกเขาต้องอาศัยจีพีเอสนำทางไปอีกแรง


ทั้งหมดเดินทางผ่านแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ติดหลายอำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำเพื่อลัดเลาะไปยังภูเขาที่อยู่ทางด้านหลัง


ระหว่างทางที่รถแล่นออกจากตัวเมือง ทุกคนก็เริ่มสังเกตได้ว่าบ้านเรือนมีให้เห็นน้อยลงเนื่องจากเริ่มเข้าเขตชนบท มีทุ่งนาทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาให้เห็นสองข้างทางตลอดแนว มีต้นไม้สูงกระหนาบข้างเป็นบางช่วงชวนให้รู้สึกเงียบเหงา


พวกเขารู้สึกแปลกพิลึกเพราะสายตาของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนสองข้างทาง รวมถึงคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์สวนกันต่างจ้องมองแบบแปลกๆ ผ่านหน้าต่างเข้ามาในรถ ชวนให้ขนหัวลุก


“เธอเคยไปที่หน้าผานั่นจริงเหรอแคท” เก่งถามด้วยสีหน้าหวาดวิตก


“ก็จริงน่ะสิ ถามทำไมเหรอ...”


“ฉันว่าบรรยากาศมันแปลกๆ อีกอย่างสายตาคนพวกนั้นที่มองมาดูเหมือนอยากจะบอกอะไรพวกเราเลยนะ”


“ไม่มีอะไรหรอก คิดมากไปรึเปล่า คนตามชนบทก็ยังงี้แหละ ขี้สงสัยเป็นธรรมดาว่ามีใครผ่านไปผ่านมาแถวย่านที่พวกเขาอยู่บ้าง แล้วยิ่งพวกเราเป็นคนแปลกหน้า มีเหรอที่จะไม่ถูกจับตามองน่ะ” แมนแสดงความเห็น


“อย่าคิดมากสิ...อย่างที่บอกแหละ ฉันเคยไปปีนผาม่านเมฆมาแล้วกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนะ” แคทเธอรีนพูด


แคทเธอรีนเป็นสาวน้อยคนเดียวในกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด เธอเคยเล่าให้เพื่อนฟังว่าตัวเองกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก มีแต่ลุงกับป้าที่คอยส่งเสียเลี้ยงดูเธอตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งเรื่องเรียน เรื่องกิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ตกอยู่ในความรับผิดชอบของลุงกับป้าเธอทั้งหมด ไม่มีใครกล้าถามประวัติลึกๆ ของแคทเธอรีนมากนัก เพราะกลัวว่าจะไปสะกิดแผลในใจของเธอเข้า


แคทเธอรีนมีนิสัยเงียบขรึมและดูจริงจังกับชีวิต เมื่อก่อนเธอมีปัญหาย้ายโรงเรียนบ่อยมาก เปลี่ยนสถานศึกษาเป็นว่าเล่น เพราะปมด้อยที่ผิดแผกราวกับคนพิการของเธอทำให้โดนล้อจากกลุ่มเพื่อนอยู่บ่อยๆ จึงทนกับความกดดันไม่ไหว ต้องเปลี่ยนสถานศึกษาไปเรื่อย


อีกทั้งเธอยังมีนิสัยถามคำตอบคำ หากไม่มีใครคุยด้วยเธอก็จะนั่งเงียบอยู่อย่างนั้นราวกับก้อนหิน เพราะว่าเธอเป็นคนแปลกๆ แบบนี้ไงเลยตกเป็นเป้าหมายให้แมนแกล้งอยู่บ่อยๆ


แคทเธอรีนยังตัวเล็กและดูเปราะบางกว่าเชอร์รี่ที่เป็นคนเจ้าเนื้อ รูปร่างของเธอมีปมด้อย เช่น มือที่มีหกนิ้ว ปากเบี้ยว ตาเข ผมบางจนหัวเกือบล้าน แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเพื่อนในกลุ่ม เพราะพวกเขาคบเธอเป็นเพื่อนที่ใจไม่ใช่เปลือกนอก


เพราะเหตุนี้ไงแคทเธอรีนถึงรักเพื่อนกลุ่มนี้มาก ส่วนหนึ่งคือเธอไม่ต้องกดดันอะไรเพราะไม่มีใครมานั่งล้อเลียนเธอเหมือนกับเพื่อนกลุ่มอื่นที่ผ่านมา อีกส่วนหนึ่งคือความสบายใจที่เธอไม่ต้องตกเป็นแกะดำ ทุกคนปฏิบัติกับแคทเธอรีนเหมือนเธอเป็นคนปรกติทั่วไปคนหนึ่ง มองข้ามความพิการของเธอ แม้จะมีอีกหลายคนในชั้นเรียนที่ปฏิบัติในทางตรงกันข้าม


สิบนาทีถัดมา พวกเขาก็หลุดออกจากถนนเส้นหลักที่ตัดผ่านหมู่บ้าน เลี้ยวซ้ายเปลี่ยนไปใช้ถนนสองเลนแทนตามที่แคทเธอรีนบอก ทั้งหมดโดยสารไปด้วยรถบ้านเคลื่อนที่บนถนนไม่มีชื่อ แต่ชาวบ้านแถวนั้นนิยามเอาไว้ว่า


‘เส้นทางไปสู่ความตาย’



โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

เท็ดดี้
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'Mount...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด