ตอนที่ 1 รักแรกพบมีอยู่จริง

Flowers of Love สาวดอกไม้กับนายก้อนหิน
นักเขียน : ชนิตนันทร์

อ่านการ์ตูน



สวนสาธารณะขนาดย่อมใจกลางเมืองหลวง กลายเป็นปอดธรรมชาติทำหน้าที่ฟอกควันพิษของคนกรุงไปโดยปริยาย ด้วยทิวไม้ใหญ่หลากหลายต้นขึ้นเป็นแนวตลอดสองฝั่งข้างทาง ช่วยทำหน้าที่ฟอกอากาศให้สดชื่นและให้ร่มเงาแก่ผู้สัญจรไปมา รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวมของร้านอาหารขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ด้วย


ร้านอาหารหลากแนวต่างมีธีมตกแต่งตามสไตล์แตกต่างกันไป บ้างดูวินเทจและบ้างก็ดูอินดี้ เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนทั้งหญิงชายที่มีออฟฟิศอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะแห่งนี้ และร้านที่ดูจะเข้ากับบรรยากาศร่มรื่นของพันธุ์ไม้สีเขียวมากสุดก็คงไม่พ้นเป็นร้านที่ตกแต่งด้วยธีมสีชมพูนมสดตัดกับสีน้ำตาลช็อกโกแลต จึงไม่แปลกหากในยามเที่ยงวันอย่างนี้ ภายในร้านจึงมีลูกค้าอยู่หนาแน่น แต่ทุกอย่างต้องดีกว่านี้แน่ ถ้าจะไม่มีเสียงแปดหลอดของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน


“ทิวลิป! แกคิดดู วันๆ มันเอาแต่กินเหล้าเที่ยวผู้หญิง ไม่เคยเห็นใจฉันเลย! ฉันน่ะต้องเลี้ยงลูก ต้องทำงานทั้งนอกบ้านทั้งในบ้าน ไหนจะเรื่องบนเตียง ใต้เตียง หรือว่าขอบเตียงมันก็ให้ฉันทำหมดทุกอย่าง แล้วแกดูมัน! มันก็ยังไปเอายัยนั่น มันไม่เคยเห็นคุณค่าของฉันเลย ถ้ามันทิ้งฉันจริงๆ ฉนควรทำยังไง แกช่วยฉันคิดหน่อยสิ ทิวลิป...”


‘ทิวลิป’ ที่เพื่อนสาวเอ่ยเรียกนั้นเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยเก๋ ผมซอยสั้นทันสมัยย้อมสีเหลืองมะนาวเปรี้ยวจี๊ด ผิวขาวดูสุขภาพดีส่งผลให้แก้มอิ่มมีสีชมพูระเรื่อตามธรรมชาติ จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากกระจับบางเคลือบด้วยสีเชอร์รีมันวาว โดยเฉพาะดวงตาคมจัดแต่งแต้มอายไลเนอร์เส้นหนาและตวัดหางขึ้นให้สวยเฉี่ยวนั้น ยิ่งทำให้เจ้าของใบหน้านี้ดูเป็นสาวมีกึ๋นทันคนและก็คงจะเป็นกูรูผู้รอบรู้ในสิ่งที่เพื่อนเธอเอ่ยถามอย่างแน่นอนสุด


แต่ว่าองค์ประกอบของเครื่องหน้าสวยเก๋นั้นน่าจะดูดีมากๆ ถ้าริมฝีปากบางกระจับจะไม่เบ้ออกแบบเอือมระอากับเรื่องราวของเพื่อนมารุมปรับทุกข์ให้เธอฟังเสียก่อน เพราะนี่เป็นรอบที่เท่าไรของเดือนนี้ก็ไม่รู้ ที่ยัยพวกนี้โทรนัดเธอให้มานั่งฟังเรื่องไร้สาระแบบนี้


‘ไร้สาระสำหรับเรา แต่สำหรับยัยพวกนี้กลับเต็มไปด้วยสาระอันล้นพ้น’


นั่นแหละคือความคิดที่ทำให้ต้องอดทนนั่งฟังอย่างหลังขดหลังแข็ง และต้องสรรหาสารพันวิธีการแก้ปัญหาเรื่องสามีภรรยา ทั้งศิราณีจำเป็นนี้ไม่เคยมีประสบการณ์จริงเลยสักครั้ง ซึ่งหลังๆ นี้เธอพยายามจะคิดว่า ‘เพื่อนคงลืม’ ว่าเธอยังไม่มีใครสักคน เพื่อนสาวทั้งสี่จึงขยันมาปรับทุกข์กับเธอกันจัง สุดท้ายเธอเลยกลายเป็นกูรูผู้รู้ลึกรู้จริงไปเสียแล้ว


“ทิวลิปว่าไง ทำไมนั่งเฉยแบบนี้! ไม่สงสารเพื่อนเลยเหรอ”


“ใช่! ทิวลิป แนะนำหน่อยสิ แกน่ะรู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว บอกยุมันหน่อยนะ จะต้องทำยังไงสามีถึงจะกลับบ้าน”


“ใช่! คราวที่แล้วที่แกแนะนำฉันยังใช้ได้ผลเลย แกน่ะรู้ดีไปหมด แนะนำยุมันหน่อยเถอะน่า...”


อัมรา นุจรี และลดา ต่างช่วยกันพูดให้เธอแนะนำวิธีที่ดี สำหรับให้ยุรนานำไปใช้ผูกมัดสามีให้กลับมาบ้านหลังจากทั้งสามสาวก็ต่างผลัดกันมาขอคำปรึกษาจากเธอ และดูเหมือนในทุกคราวที่นัดจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งมีปัญหาจนต้องเรียกร้องศิราณีไฮเทคอย่างเธอมาแก้ไขให้


“นะทิวลิป ช่วยฉันหน่อยเถอะ คราวที่แล้วที่แกแนะนำ มันก็ใช้ได้ผลนะ แต่ก็แค่ไม่กี่ครั้ง สามีฉันก็อดจะกลับไปหายัยนั่นไม่ได้ ไม่รู้ยัยนั่นจับสามีฉันไว้ยังไง แกช่วยสอนฉันหน่อยสิ ได้ไหม ทิวลิป” ยุรนากระชับท่อนแขนของทิวลิปอย่างเว้าวอนอ้อนขอ เพราะนี่แหละที่พึ่งพาสุดท้ายของเธอ


“ช่วยยุมันเถอะนะทิวลิป” อัมราสนับสนุน ช่วยอ้อนวอนอีกคน


“นะทิวลิป นะ” นุจรีก็ไม่น้อยหน้าเพราะมองสีหน้าของยุรนาแล้วเธอก็สงสารเพื่อนเหลือเกิน


สีหน้าท่าทางของเพื่อนๆ ที่ช่วยกันพูดทำให้ทิวลิปกลอกตามองทิวไม้ด้านบนอย่างเหลืออด ก่อนจะแผดเสียงลั่นเพราะยั้งอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่แล้ว


“โอ๊ย! พวกแก! หยุดได้แล้ว ฉันจะบ้าตาย หยุดพูดเดี๋ยวนี้!”


เสียงหวานตวาดแว้ดทำให้ลูกค้าที่กำลังเดินเข้ามาและนั่งอยู่ก่อนแล้วต่างหันมามองเธอเป็นจุดเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่ง ‘ทิพยุพา’ เจ้าของร้านสาวสวยต้องออกมาส่งสายตาปรามๆ ตรงมาทางนี้ จนทิวลิปต้องหดศีรษะอย่างแหยงๆ พลางก้มศีรษะขอโทษขอโพยทั้งแขกมาใหม่และเก่า ก่อนเธอจะหันไปส่งสายตาปรามเพื่อนสาวทั้งสี่เป็นการเอาคืนเหมือนกัน ที่ทำให้เธอสติแตกในสถานที่ไม่สมควรเข้าแล้ว เพราะนี่น่ะ ‘ร้านสีชมพู’ ของ ‘พี่ทิพย์’


ทิพยุพาเป็นรุ่นพี่สาวสวยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันและเป็นพี่รหัสของเธอด้วย เธอและผองเพื่อนจึงใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สิงสถิตทุกครั้งที่เกิดปัญหา ตั้งแต่เรียนจนจบเข้าทำงานและจนต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว การนัดพบกันทุกครั้งก็ไม่พ้นจะเป็นที่นี่ เพราะไม่ใช่แค่ชื่อที่ตั้งได้กิ๊บเก๋โดนใจ แต่เป็นเพราะธีมตกแต่งร้านใช้สีน้ำตาล สีขาว และสีชมพูเป็นโทนหลักทำให้ร้านดูหวานปนแกร่งได้อย่างน่าทึ่ง ทิวลิปหันไปยิ้มแหยให้กับทิพยุพาเป็นเชิงขอโทษขอโพยอีกครั้งก่อนจะหันมามองเพื่อนสาวด้วยสายตาดุๆ เพราะเรื่องจะไม่เกิดถ้า...


“นี่พวกแก! ที่ถามน่ะ แน่ใจนะว่าตั้งใจมาถามฉันจริงๆ พวกแกรู้บ้างไหมว่า ฉันต้องอดทนอดกลั้นกับพวกแกมากขนาดไหน ยัยพวกบ้า! สารพันคำถามร้อยแปด ถามจริง! พวกแกลืมไปหรือไงว่าฉัน... ฉันยังไม่มีสามีน่ะ ลืมกันหรือไง”


น้ำเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพยายามพูดให้เบาที่สุด ทว่าความกราดเกรี้ยวก็ยังทำให้น้ำเสียงเล็ดลอดไปจนลูกค้าโต๊ะข้างเคียงให้ได้ยิ้มกับคำถามของเธอ โดยเฉพาะเหล่าผองเพื่อนทั้งสี่ซึ่งนั่งอึ้งไปอย่างไม่คาดคิด ก็ยิ่งทำให้สาวขี้วีนดูน่ารักกับคำถามที่โพล่งขึ้นมา จนลูกค้าโต๊ะข้างๆ ลุกขึ้นมาขอถ่ายรูปคู่กับเธอไปเสียอย่างนั้น


ทิวลิปจึงต้องปรับอารมณ์เป็นยิ้มหวานรับกล้องอย่างช่วยไม่ได้ที่เกิดมา ‘สวย เก๋ ดูดี’ แต่ว่าจะจริงเหรอ หัวคิ้วเรียวสวยขมวดขึ้นครุ่นคิดเพราะคานทองนิเวศดูเหมือนกำลังเปิดประตูรอรับเธออยู่แล้ว ก็นี่น่ะสามสิบฝนแล้วนี่นา... รถไฟขบวนไหนๆ ก็ไม่ผ่านมาให้เห็น แม้แต่เสียงหวูดเธอก็ยังไม่ได้ยิน


“ว่าไง... จะแนะนำเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปนี้ไม่ต้องมาถามอีก พวกแกทั้งสี่คนนั่นแหละต้องปรึกษากันเอาเอง เคยๆ กันแล้วทั้งนั้นนี่ ถามคนไม่เคยอยู่ได้”


ทิวลิปบ่นงุบงิบ ดวงตาคมจัดจากการแต่งแต้มเครื่องสำอางกวาดมองใบหน้าเพื่อนรักแต่คนละอย่างเอาเรื่อง ซึ่งทุกคนก็ยิ้มแหยราวกับสำนึกผิด แต่เธอรู้ว่านั่นน่ะภาพลวงตาชัดๆ เพราะแค่จิกกัดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ยัยพวกนี้ไม่สลดหรอก


“โธ่... ทิวลิป พวกฉันขอโทษ เห็นทุกครั้งถามไปแกก็ตอบได้ ฉันเลยคิดว่าแกเป็นกูรูผู้รู้จริง ก็ดันตอบได้ทุกครั้งนี่นา” ลดาพูดให้สถานการณ์คลายลง เพราะเมื่อสักครู่นั้นเธอยังไม่ได้ทันได้อ้าปาก ทิวลิปก็ปรี๊ดแตกขึ้นมาเสียก่อน


“ก็ใครล่ะที่ทำให้ฉันต้องตอบ สารพัดปัญหาช่างไม่ซ้ำกันเลยจริงจริ๊ง...”


หนังสือหลายเล่มถูกหยิบออกมาจากถุงและวางบนโต๊ะตามแรงอารมณ์เจ้าของ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นๆ แต่เหี้ยมนักในสายตาของเพื่อนสาวทุกคน ก่อนน้ำเสียงหวานๆ จะสะท้านเข้าไปถึงหัวใจเพื่อน


“เอ้า! ฉันซื้อให้พวกแกคนละเล่ม อ่านกันเข้าไป รับรองถ้าพวกแกทำตามที่ในหนังสือแนะนำ สามีรักสามีหลงแน่นอน ต่อให้สิบยัยพวกนั้นก็สู้พวกแกไม่ได้หรอก และอย่ามาถามฉันอีกนะว่าทำไง เอาไปสิ!”


“ทิวลิป!”


เสียงสี่สาวโพล่งขึ้นพร้อมๆ กัน พร้อมกับมองหนังสือตรงหน้าสลับกับมองหน้าสวยเก๋ของทิวลิปไปมา ราวกับเห็นสิ่งแปลกประหลาด ‘Sex Secret’ คือชื่อหนังสือที่เพื่อนสาวส่งให้ และเมื่อเห็นสายตาเอาจริงของทิวลิป เหล่าเพื่อนสาวก็เปลี่ยนใจมาคว้าหนังสือเปิดพลิกซ้ายพลิกขวาดูเนื้อหาด้านในทันที และภายในมีทั้งภาพประกอบสมจริงกับคำบรรยายอย่างละเอียด ทำให้ทั้งสี่สาวต้องกลืนน้ำลายลงคอ


“มิน่าล่ะ มันถึงชื่อว่า Sex Secret อืม... บรรยายได้สมจริงแจ่มแจ๋ว”


“ยัยยุ!”


เพื่อนสาวทั้งสี่ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ยุรนายิ้มแหยพลางรีบเก็บหนังสือใส่กระเป๋าตามผองเพื่อนที่ต่างก็รีบเก็บเช่นกัน เพราะเริ่มกลัวสายตาโต๊ะข้างๆ ที่มองมาอย่างสนใจใคร่รู้ และกลัวสุดก็คือทิวลิปจะเปลี่ยนใจเอาคืนเสียก่อน


“แหะๆ ลืมตัว ว่าแต่ทิวลิป แกจะบ้าเหรอ ซื้อมาทำไมตั้งสี่เล่ม ถามจริง แกมีเอี่ยวกับนักเขียนหรือไง กะซื้อให้เขารวยเลยมั้ง” อัมราถาม สายตาจับจ้องมองใบหน้าเพื่อนสาวโสดคนเดียวในกลุ่ม เพราะคิดภาพไม่ออกยามทิวลิปหอบหนังสือหลายเล่มนี้ไปให้พนักงานขายคิดเงิน เพื่อนเธอควรจะอายหรือพนักงานขายควรจะอายกันแน่


“ก็ฉันรำคาญเวลาพวกแกถามไง เลยตัดใจซื้อเสียเลย จะได้เลิกถามฉันกันสักที ไปศึกษาด้วยตัวเองบ้าง เพราะพวกแกน่ะมีที่ทดลอง ไม่ใช่อะไรๆ ก็ถามแต่ฉัน ถามตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ และฉันจะบอกให้ว่านี่ไม่ใช่แค่สี่ แต่ยังมีอีกเพียบ”


ทิวลิปยกถุงผ้าใส่หนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะ ยิ้มเมื่อเพื่อนสาวทำหน้าเหวอ


“แม่เจ้า! ทิวลิป นี่แกจะบ้าหรือไง ใจคอแกจะซื้อไปแปะข้างฝาบ้านแทนวอลเปเปอร์เลยเรอะ”


อัมราส่งเสียงขึ้นในทันทีที่เห็นหนังสือที่มองคร่าวๆ ว่ามากกว่าห้าเล่มเรียงกันอยู่ในถุง เพราะทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเล่มเดียวกับตำรารักลับๆ ที่พวกเธอพากันยัดใส่กระเป๋าไปเมื่อครู่


“ฉันซื้อมาหนึ่งโหล สำหรับพวกแกและบรรดาพี่ๆ น้องๆ ที่บริษัท ตลอดจนคุณลูกค้าทั้งหลายที่คิดว่าฉันเป็นกูรูผู้รอบรู้อย่างที่พวกแกเข้าใจ ได้ครบทุกคนแล้ว ต่อไปนี้ก็จะได้ไม่มีใครมาถามฉันเรื่องนี้อีก ฉันเซ็ง! ฉันเบื่อ!”


“โอเคๆ ต่อไปนี้พวกฉันจะไม่กวนใจแกเรื่องนี้อีกแล้ว แกน่ะโชคดีแล้วนะทิวลิปที่อยู่เป็นโสด อย่ามีเล้ย... ครอบครัว แต่อย่างว่าล่ะนะเรื่องแบบนี้ คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ฉันคงห้ามแกไม่ได้หรอก”


“นุจ แกไม่ต้องมาบอก ชาตินี้ฉันก็ไม่คิดจะมีคู่อยู่แล้ว ถ้ามีแล้วต้องเจออย่างพวกแก สู้ฉันอยู่คนเดียวให้แห้งเหี่ยวอย่างนี้จะดีกว่า” พูดด้วยใบหน้ามั่นใจ แต่แววตานั้นกลับหมองไปด้วยความอ้างว้าง เมื่อมองไปทางไหนใครๆ ก็มีคู่ มาเป็นคู่ เดินเป็นคู่ แม้แต่ยัยพวกนี้ก็มีคู่ ถึงจะลุ่มๆ ดอนๆ ก็เถอะ ส่วนเธอล่ะ ‘อยู่คนเดียว... เปลี่ยวใจเหลือเกิน’


“นุจ แกก็พูดเกินไป บางทีทิวลิปอาจจะไม่เจอเหมือนพวกเราก็ได้”


“เออใช่เนอะ มันก็ไม่ได้เจอแต่เรื่องแย่ๆ เสมอไปเสียเมื่อไร ไม่เชื่อเย็นนี้แกลองเปิดใช้สักบทสองบทสิ รับรองเรื่องดีๆ มีมาแน่นอน”


นุจรีและลดาพูดเย้าแหย่กันไปมา เพราะวันนี้ไม่ใช่คิวของเธอทั้งสองปรับทุกข์ แต่เป็นยุรนาที่สามีไปติดพันนักร้องห้องอาหาร เลยทำให้ทั้งสามนางที่เหลือดูจะยิ้มแย้มกันได้อยู่ ไม่เหมือนเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนที่ทั้งสามสาวก็มีสภาพไม่ต่างไปจากยุรนาสักเท่าไร


ทิวลิปมองเพื่อนสาวของเธอพูดกันไปเถียงกันไป เรื่องทั้งหมดนั้นสร้างความชาชินให้เธอ เริ่มตั้งแต่พี่สาวทะเลาะตบตีกับพี่เขยไม่เว้นแต่ละวัน ตลอดจนพี่ป้าน้าอาญาติพี่น้องทั้งหลาย บางครอบครัวก็แยกกันอยู่ บางครอบครัวที่ยังอยู่ด้วยกันแต่ก็มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันได้ตลอด จนเธอชาชินและไม่คิดจะมีคู่ เพราะไม่เห็นใครสักคนจะมีความสุขที่จีรังนั้น เหมือนจะเข้าตำรา ‘ความสุขไม่จีรัง แต่ความทุกข์สิยั่งยืน’


“ทิวลิป เฮ้ย! ทิวลิป นี่แกฟังพวกฉันอยู่หรือเปล่า”


“ฮะ! ว่าไงนะ” เมื่อตื่นจากภวังค์ก็หันมาสนใจเพื่อนตามเดิม และคำถามต่อมาของลดาก็ทำให้ทิวลิปยิ้มๆ เย้ยๆ ให้ตัวเอง


“ฉันถามว่าแกไม่คิดจะมีสามีจริงๆ เหรอ”


“ไม่ละ สงสัยเนื้อคู่ฉันยังไม่เกิดมั้งแก”


“เสียดายความสวยของแก จะปล่อยให้มันร่วงโรยเหี่ยวแห้งไปจริงๆ เหรอ นี่ก็สามสิบแล้วนะ ลองเปิดใจคบใครดูบ้างไหม เผื่อบางทีชีวิตมันจะได้ชุ่มชื่นกว่านี้”


“อื้อ! จะกี่ฝนกี่หนาวฉันก็ไม่ ฉันถือคติ ‘จะอยู่ให้ผู้ชายเสียดายเล่น’ เป็นไงแก วลีฉันเด็ดไหม”


“ด...เด็ดมากอ่ะแก โอ... ว้าว... หล่ออะ ว้าว...”


อัมราอ้าปากค้างแต่สายตาส่งตรงไปด้านหลังซึ่งเป็นทางเข้าร้าน รวมทั้งเพื่อนสาวคนอื่นๆ ก็มีอาการอึ้งๆ ไม่แพ้กัน ทำให้ทิวลิปต้องหันมองตาม


“อะไรของแกยัยอัม พวกแกด้วย สามีมีภรรยาน้อยจนเพี้ยนแล้วมั้งเนี่ย”


และความอึ้งตะลึงก็มาเยือนเธอเข้าจนได้ เพราะชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใหม่นั้นสะกดทุกสายตาของคนในร้านได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะหากคนมองนั้นเป็นผู้หญิงก็คงจะอยู่ในอาการไม่ต่างจากที่เธอกำลังเป็นอยู่นี้


มนุษย์ผู้ชายสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงยีนส์สีซีดๆ ชุดธรรมดากลับดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลยเมื่อคนสวมใส่เป็นเขา เพราะใบหน้าหล่อจัด ไม่สิ... เรียกว่าสวยจัดนั่นต่างหาก


ดวงตาคมล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนหนารับกับจมูกโด่งและริมฝีปากบางเฉียบสีแดงระเรื่อ จะขัดกันก็ตรงกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ชวนจินตนาการ และไรเคราเขียวอ่อนที่มองออกว่าเพิ่งโกนมาหมาดๆ นั้น ทำให้หัวใจของเธอเต้นถี่อย่างไม่เคยเกิดกับใครมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อริมฝีปากบางเฉียบนั้นเหมือนจะคลี่ยิ้มให้เธอเพียงนิด พร้อมกับก้มศีรษะทักทาย ก่อนเจ้าของร่างสูงหล่อเสียจนทำให้เธอละเมอจะเดินหายเข้าไปในโซนด้านหลังร้าน


“ผู้ชายอะไร ว้าว... หล่อลากดิน หล่อระเบิดระเบ้อ หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อไม่แบ่งปันเพื่อนฝูง ล้อหล่ออะ... หล่อเหลือเกิน”


ดวงตาคมเฉี่ยวเป็นประกายแพรวพราวยามพรรณนาถึงรูปลักษณ์ของชายหนุ่ม พร้อมคำเปรียบเปรยที่เหมือนละเมอพูด ทำให้เหล่าเพื่อนสาวพากันมองทิวลิปอย่างอึ้งๆ ปนขำ


“สงสัยเนื้อคู่ทิวลิปจะมาเกิดแล้ว ดูสิ ถึงกับละเมอ ลองเรียกซิ จะรู้ตัวไหมเนี่ย ทิวลิป... ทิวลิป!”


“อะไรของแกยัยอัม! อยู่ใกล้กันแค่นี้แกจะตะโกนทำไม หูจะแตก”


“อย่ามา แกเจอเนื้อคู่แล้วใช่ไหม ทิวลิป ฉันอยากให้แกเห็นหน้าตัวเองตอนนี้จัง นุจแกเอากระจกมาให้มันดูซิ จะได้รู้ว่าหน้ามันทั้งแดงแจ๋ ทั้งเหวอขนาดไหน”


ทิวลิปหน้าเหวอพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อเพื่อนๆ ต่างมารุมล้อม เพราะอาการทั้งหมดนั้นฟ้องได้จากความรู้สึกวูบวาบไปทั้งใบหน้าและหัวใจเต้นรัวเร็วอย่างกับจังหวะร็อกแอนด์โรล ซึ่งหากทำได้ก้อนเนื้อเต้นรัวนี้ก็คงอยากจะแล่นตามเขาเข้าไปหลังร้านเลยล่ะ


“แกจะเอายังไงทิวลิป มหานครเที่ยวสุดท้ายของแกแล้วนะโว้ย!”


“อะไรวะมหานคร...” ลดาถามสีหน้าไม่รับมุกของนุจรี


“ก็รถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายของทิวลิปมันไง คิดหน่อยสิเพื่อน... คิดหน่อย”


นุจรีเฉลยคำตอบให้ลดาซึ่งยังคงทำสีหน้างงๆ ก่อนจะร้องอ๋อเพราะเพิ่งเข้าใจ จากนั้นทั้งสี่สาวก็พร้อมใจกันหันไปนั่งจ้องหน้าทิวลิปเพื่อเค้นเอาคำตอบ เพื่อนเลิฟต้องกลายเป็นจำเลยให้ทนายแหววอย่างพวกเธอซักฟอกจนใสสะอาด


“จะเอายังไงบอกมา เขาอยู่หลังร้าน ต้องรู้จักพี่ทิพย์แน่ๆ ไม่งั้นไม่ตรงเข้าไปอย่างนั้นหรอก ถ้าแกไม่เอา ฉันเอานะ” ยุรนาเปลี่ยนอารมณ์เศร้าเมื่อครู่มาเป็นคุณทนายซักจำเลยที่ยังนั่งหน้าแดง


“เอา! ฉันเอา”


“เฮ้อ! ก็แค่นั้นแหละ อ้ำอึ้งอยู่ได้”


คำตอบรัวเร็วทำให้เพื่อนสาวทั้งสี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะร้องออกมาพร้อมๆ กันเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคำตอบนั้นหมายความว่าอย่างไร


“ฮะ! ทิวลิป แกว่าไงนะ”


“ฉันจะเอาคนนี้แล้วฉันก็จะเอาให้ได้”


เสียงเบาๆ เอ่ยตอบ ทว่าดวงตาคมเฉี่ยวกลับเปลี่ยนเป็นหวานหยาดเยิ้มชวนฝัน ดูท่าหัวใจคงลอยตามคนหล่อนั้นไปอย่างกู่ไม่กลับเสียแล้ว


“ทิวลิป โอ๊ย! ดีใจ ฉันไม่อยากให้แกขึ้นคาน จริงๆ นะเพื่อน โอ๋... เพื่อนเลิฟของฉัน ต่อไปนี้แกจะได้ให้คำปรึกษาพวกฉันอย่างรู้ลึกรู้จริงเสียที ไม่ต้องไปพึ่งมันแล้วทั้งหนังสือทั้งอินเทอร์เน็ต เนอะ! พวกแก”


“ใช่ๆๆ ลุยเลยแก เข้าไปเลย เข้าไปชวนพี่ทิพย์คุยอะไรก็ได้ แกต้องเจอเขาแน่ๆ ไปสิ ไปเลย”


ทิวลิปยิ้มเอียงอาย ดูท่าว่าครั้งนี้เธอจะต้องไม่เลือกมากอีกต่อไปแล้ว เพราะก็คงจะเป็นรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายของเธอแล้วจริงๆ และเมื่อถูกเพื่อนสาวทั้งหลายเชียร์มากๆ เข้า ทิวลิปที่กล้าจนเกินงามอยู่แล้วก็ทำท่าจะลุกไป แต่แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงนั่งลงอีกครั้ง


ผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนทุกคนที่ผ่านมา อะไรบางอย่างในหัวใจบอกแบบนั้น จังหวะการเต้นของหัวใจในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งไหน เพราะหัวใจร่ำร้องแต่เขา... เขา... และเขาอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ


‘รักแรกพบ... ความรู้สึกนี้คือ รักแรกพบใช่ไหม’


คำถามที่หัวใจตั้งให้เธอตอบ ทำให้ไม่ได้ยินเสียงเพื่อนสาวเร้าหรือให้เธอรีบเร่ง


“ไปสิ! ทิวลิป แกจะรออะไร เดี๋ยวแกก็อดหรอก”


“ฉันว่าไม่หรอก ดูนั่นสิ”


ยุรนาพยักพเยิดให้เพื่อนสาวมองตามยกเว้นแค่เพียงทิวลิปเท่านั้นที่เธอไม่ต้องบอก เพราะเจ้าของใบหน้าสวยเฉี่ยวเปลี่ยนเป็นสวยหวานในพริบตานั้น ทอดสายตามองตรงไปยังคนหล่อลากดินตาไม่กะพริบเลยทีเดียว เพราะคนหล่อนั้นมีผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลคาดอยู่ที่เอว ในมือมีสมุดเล่มเล็กไว้จดรายการอาหารและเดินตรงไปยังโต๊ะที่ลูกค้าเพิ่งเข้ามาใหม่อย่างรู้หน้าที่


“คุณคะ! รับออร์เดอร์โต๊ะนี้ด้วยค่ะ”


เขาคนนั้นหันมายิ้มพร้อมกับก้มศีรษะให้กลุ่มของเธอ แม่นุจรีตัวดีนั้นถึงกับกัดฟันกรี๊ดเพราะเป็นฝีมือของเธอเอง ก่อนที่ทั้งสี่สาวจะพยักหน้าให้กันและดูทิวลิปที่ยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาหวานเชื่อมอยู่อย่างนั้น

“สวัสดีครับ จะรับอะไรเพิ่มดีครับ”


‘ศิลากานต์’ ก้มศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับอมยิ้ม เพราะห้าสาวโต๊ะนี้เรียกเขามาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำนอกจากยิ้ม ยิ้ม และก็ยิ้มเท่านั้น โดยเฉพาะ ‘เธอ’ ที่นั่งจ้องมองเขาอยู่นานแล้ว ตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในร้านจนถึงเวลานี้ ผู้หญิงหน้าตาสวยหวานแต่กลับแต่งแต้มใบหน้ามากมายเสียจนเขาคิดว่า หากวาดอายไลเนอร์แบบเส้นบางๆ ที่ขอบตาและปัดมาสคาร่าเพิ่มอีกนิด ใบหน้าสวยมากอยู่แล้วก็คงจะสวยมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่สวยแบบเฉี่ยวๆ ทำให้ผู้ชายอย่างเขารู้สึกกลัวกับสายตาคมกริบของเธอแบบนี้


“ครับ... จะรับอะไรเพิ่มหรือเปล่าครับ กาแฟ โกโก้ หรือว่าอาหารดี”


“เอ่อ... ค่ะ อืม... ฉันเอา...”


ทั้งสี่สาวแข่งกันสั่งอาหารจนเขาจดแทบไม่ทัน จนต้องทวนรายการซ้ำๆ พร้อมกับพูดโต้ตอบกับทั้งสี่สาวไปมา แต่ก็ไม่วายจะก้มศีรษะให้เธอที่ยังคงจ้องเขาไม่วางตาอีกครั้ง ก่อนจะขอตัวนำออร์เดอร์เข้าไปในครัวด้านหลังเมื่อเห็นว่าไม่มีใครจะสั่งอะไรเพิ่มแล้ว แต่เธอล่ะ... ยังไม่ได้สั่งอะไรเลยนี่นา หรือจะเป็น ‘เมนูโปรด’ ของเธอ


“แล้วแกล่ะจะเอาอะไร” นุจรีหันไปถามทิวลิป เพราะอาการของเพื่อนเลิฟดูท่าจะเป็นเอามาก แต่ทิวลิปทำเหมือนไม่ได้ยินที่เธอพูด นุจรีจึงเปลี่ยนเป็นยิ้มแหยและหันไปแนะนำให้ศิลากานต์รู้จัก “เพื่อนค่ะ ชื่อทิวลิป ยังโสดและก็สดมาก... ทิวลิปเขาเป็นน้องรหัสของพี่ทิพย์นะคะ ซี้ปึ้กเลยล่ะ จริงไหมแก ว่าแต่แกจะสั่งอะไรล่ะ คุณเขาจะได้จดไปพร้อมกันเลย ทิวลิป...” ถามอีกครั้งแต่ทิวลิปก็ยังมองบริกรสุดหล่อตาแป๋ว


“คุณทิวลิปจะกินอะไรครับ ข้าวผัดปลาอินทรีดีไหม”


“ว้าย... รู้ได้ไงคะ ว่าทิวลิปเขาชอบข้าวผัดปลาอินทรี น่ารักอ่ะ...”


เขาไม่ตอบแต่ยิ้มรับพร้อมกับจดออร์เดอร์ลงไปเพิ่ม เสียงโต้ตอบทุ้มๆ กับเสียงหัวเราะสดใสของเขา ยิ่งทำให้ทิวลิปไม่อาจละสายตาจากเขาไปได้ ทำได้ก็แค่มองอยู่อย่างนั้นจนเขาเดินลับหายเข้าไปด้านหลังร้าน หัวสมองตื้อตันของเธอไม่รับรู้แม้เพื่อนๆ จะเอ่ยจะแซวอะไรอีก เพราะตอนนี้เสียงที่ได้ยินก็ยังคงเป็นเสียงทุ้มๆ ของเขาก้องกังวานไปมาอยู่ในหัว ทว่าเสียงหนึ่งแทรกเข้ามากลับทำให้โสตประสาทของเธอเต้นผางตื่นตัวเต็มที่ ราวกับพบเจอเรื่องพิสดารจนเกินจะทนอยู่ตรงหน้า


“เสียดายคุณหินนะแก หล่อลากดินอย่างนี้ ไม่น่าเป็นเกย์เลย ฉันน่ะเสียด๊ายเสียดาย... เสียดายของน่ะแก”


“ใช่ ฉันก็เสียดาย ไม่น่าเลย ทำไมนะสมัยนี้ผู้ชายถึงได้ชอบกินกันเอง ยิ่งมีน้อยๆ อยู่ด้วย”


ทิวลิปลุกพรวดขึ้นทันที โลกทั้งโลกเหมือนจะถล่มลงมาตรงหน้าทำให้เธอทนนั่งอยู่ไม่ไหว ร่างสูงโปร่งแบบบางพาตัวเองออกไปในทันที โดยไม่ฟังแม้แต่เสียงเพื่อนสาวทั้งสี่ที่พากันเรียกให้หยุด ยุรนาในฐานะเจ้ามือรีบเรียกพนักงานมาเช็กบิลก่อนจะรีบตามให้ทันเพื่อนๆ ที่จ้ำอ้าวตามทิวลิปออกไปก่อนแล้ว 

“อ้าว! ปุ้ม ทำไมเหรอ”


ศิลากานต์ร้องทักเมื่อเห็นเด็กปุ้มถือถาดอาหารกลับเข้ามา มือกำลังจัดผักใส่จานข้าวผัดปลาอินทรีที่เขาตั้งใจทำสุดฝีมือนั้นชะงัก เมื่อเห็นว่าอาหารเหล่านั้นถูกส่งคืนมาจากโต๊ะไหน


“ลูกค้ากลับแล้วค่ะ เห็นว่ารีบ เช็กบิลไว้เรียบร้อยเลยนะคะ ของก็เลยเหลือ เสียดายนะคะ”


“ไม่เห็นเป็นไรเลย เสียดายเราก็กินเองสิ ลูกค้าคงรีบจริงๆ นั่นแหละ” เสียงทุ้มเอ่ยตอบขณะมือยังคงหยิบจับผักจัดเรียงใส่จาน


“ก็ปุ้มเสียดายนี่คะ คุณหินอุตส่าห์ลงทุนทำเองกับมือ คุณพวกนี้จะต้องเสียใจแน่ค่ะที่ไม่ได้ชิมฝีมือเชฟมือทอง”


“พูดเกินไปน่ะเรา เอาอาหารไปเก็บก่อนเถอะ”


“ค่ะ ว่าแต่คุณหินจะทำต่อทำไมคะ ลูกค้าก็กลับไปแล้ว”


“ก็ทำไว้ให้พวกเรากินกันเองไง ไปเหอะ เอาของไปเก็บได้แล้ว มัวแต่เมาท์อยู่ เดี๋ยวพี่ทิพย์ดุเอานะ”


“ลืมไปเลยค่ะ คุณหินช่วยรับที ลูกค้าลืมไว้ที่โต๊ะน่ะค่ะ น่าจะเป็นของคุณทิวลิปเพราะปุ้มเห็นเธอหิ้วเข้ามา ปุ้มไม่กล้าเปิดดูไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร”


“ขอบใจนะ ไปเถอะ เดี๋ยวพี่ดูเอง”


ศิลากานต์รับถุงผ้าขนาดใหญ่จากปุ้มก่อนจะนำมาวางไว้บนเคาน์เตอร์ด้านหน้าทำทีไม่สนใจ ทั้งที่อยากรู้อยู่เหมือนกันว่าอะไรที่เธอลืมไว้ และอะไรทำให้เธอรีบรุดกลับไปโดยที่ยังไม่ทันได้ชิมฝีมือของเขา ดวงตาคมหวานสวยเกินผู้หญิงมองข้าวผัดสีสวยที่เขาตั้งใจทำเพื่อเธอโดยเฉพาะอย่างเสียดาย


เมล็ดข้าวเรียงตัวสวยถูกเคลือบไว้ด้วยน้ำมันพืชเพียงนิด คลุกเคล้ากับปลาอินทรีเค็มยีไว้พอละเอียดพร้อมประดับไว้ด้วยพริกขี้หนูเม็ดแดงซอยหยาบ สลับกับก้านคะน้าสีเขียวตัดกัน อาหารที่เขาทำด้วยใจ และอยากรู้ว่าเธอจะรับไว้ด้วยใจได้ไหมเท่านั้น


 

 

 

 

to be continued...

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

ชนิตนันทร์
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'Flowe...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด