ตราบาปสีชมพู
นักเขียน : ลินิน

อ่านการ์ตูน



าวน้อยวัยใสเอียงคอโยกตัวไปตามจังหวะเพลง ‘แฮปปี้เบริดเดย์’ ที่เหล่าเพื่อนๆ ร้องให้ พร้อมเสียงปรบมือเป็นจังหวะ หลังเพลงจบลงหญิงสาวโน้มตัวไปใกล้เค้กก้อนใหญ่แล้วเป่าเทียนทั้งสิบห้าเล่มดับลง เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นจากเค้ก สบตาเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่เดินผ่านออกไปโดยไม่คิดเข้ามาอวยพรหรือแม้แต่จะทักทายตามประสาคนอยู่บ้านเดียวกัน เขาเดินเลยผ่านไปแล้ว แต่ ‘กังสดาล’ ยังมองตามแผ่นหลังกว้างของ ‘พี่พีท’ ของเธอไปจนร่างสูงลับหายเข้าบ้านไป ใบหน้าสดใสและรอยยิ้มเมื่อครู่ค่อยๆ หุบลง


ศักดินัยถอนหายใจแล้วยื่นมือมาบีบมือเย็นชืดของบุญณิสา ที่มองตามหลังลูกชายตัวดีของเขาไปแล้วหันกลับมามองกังสดาล เธอส่งยิ้มแห้งแล้งไปให้บุตรสาว เขาจึงต้องคลี่คลายสถานการณ์อึดอัดด้วยการแตะต้นแขนกังสดาล ลูกเลี้ยง


“ตัดเค้กแจกเพื่อนๆ เถอะหนูกิ๋ว”


“ค่ะคุณลุง” หญิงสาวยิ้มรับ หันมาตั้งอกตั้งใจตัดเค้กใส่จานแล้วส่งให้ศักดินัยเป็นคนแรก ตามด้วยมารดา จากนั้นจึงแจกจ่ายให้แก่เพื่อนๆ


เสียงเพลงหวานๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้คนที่มองความสนุกสนานจากทางหน้าต่างหงุดหงิด โยนกระเป๋านักเรียนไปอีกทาง เหลียวมองไปทางเครื่องเสียงที่อยู่มุมสุดของห้องนอนกว้างขวาง แล้วเปิดเพลงร็อกดังกระหึ่มไปทั่วบ้าน ขัดกับเพลงที่เจ้าของงานวันเกิดเลือกเปิด


ทุกคนหยุดกินเค้กโดยพลัน เหลียวมองที่มาของเสียงอย่างไม่เข้าใจนัก กังสดาลจึงหันบอกเพื่อนๆ


“สนุกกันต่อเลย เป็นเซอร์ไพรซ์จากพี่ชายฉันเองน่ะ ไหนๆ เพลงก็มาจังหวะแบบนี้แล้ว เต้นกันเลยดีกว่า” กังสดาลบอกแล้วลากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มออกไปเต้นกันสนุกสนาน


“กิ๋ว พี่ชายแกล้งแกอีกแน่เลย” ชวัลภาเพื่อนสนิทของกังสดาลเต้นไปชะโงกหน้ามากระซิบไป หญิงสาวเหลือบมองขึ้นไปบนบ้าน ตรงตำแหน่งที่เป็นหน้าต่างห้องของพรรษกรแล้วยักไหล่


“รู้แล้ว”

“คนอะไรนอกจากหล่อมากแล้วไม่เห็นมีอะไรดี”


“เอาน่า...พี่พีทเขาเป็นเจ้าของบ้าน ฉันมันก็แค่คนอาศัย” กังสดาลฝืนยิ้มแล้วโยกตัวตามจังหวะเพลง ทั้งที่รู้สึกสนุกน้อยลงไปมาก


“แต่แม่แกแต่งงานกับพ่อเขามาตั้งนานแล้วนะ แกก็มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้เหมือนกัน” ชวัลภาแย้ง เธอสนิทกับกังสดาลมานานจึงรู้ว่าเพื่อนรักโดนพี่ชายนอกไส้คนนี้กลั่นแกล้งอะไรบ้าง แต่เพื่อนเธอก็ปิดปากเงียบ อะไรทนได้ก็ทน อะไรทนไม่ได้ก็ต้องทนอีกเหมือนกัน


“ชู่ เดี๋ยวพี่พีทได้ยิน” กังสดาลยกนิ้วชี้ขึ้นปิดปากชวัลภา แต่อีกฝ่ายปัดออก


“ได้ยินอะไร เปิดเพลงร็อกลั่นบ้าน กลบเสียงเพลงที่แกเปิดอยู่จนฉันปวดหัวไปหมดแล้ว”

“งั้นก็สั่งให้เขาปิดเพลงทางนี้ แล้วเต้นตามเพลงพี่พีท”


“ไม่ ฉันจะเต้นเพลงนี้ เพราะฉันเป็นคนเลือกเอง” ชวัลภาบอกอย่างดื้อดึง กังสดาลส่ายหน้าแต่ก็อดหัวเราะไม่ได้ รู้ดีว่าชวัลภาไม่ชอบพรรษกรเท่าไรนัก เพราะพี่ชายคนนี้รังเกียจเธอกับแม่ ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอตั้งแต่ย่างเหยียบเข้ามาในบ้านหลังนี้ครั้งแรกด้วยซ้ำ


“ตามใจ”

“แกก็ต้องเต้น อย่าหยุด”


“อ้าว...เรื่องอะไรมาบังคับ”

“ไม่รู้ละ ถ้าเธอไม่เต้น ฉันจะโกรธ ไม่พูดไม่มองหน้า ไม่ให้ลอกการบ้านด้วย” ชวัลภาบอก กังสดาลจึงทำปากยื่น


“ใครลอกใครกันแน่”

ชวัลภาไม่สนใจอาการค่อนขอดนั่น แต่ดึงมือกังสดาลมาแล้วจับแกว่งไปมา เพื่อนๆ ในกลุ่มก็เต้นกันอย่างสนุกสนาน ไม่สะทกสะท้านกับเสียงหนวกหูที่คนอยากล่มงานเต็มแก่ทำขึ้น สร้างความหงุดหงิดใจให้กับพรรษกรจนไม่รู้จะระบายออกอย่างไร นอกจากจับกีตาร์ราคาเรือนหมื่นทุ่มกับพื้นจนหัก


เขาเกลียดสองแม่ลูกคู่นี้จับจิตจับใจ เมื่อไรพ่อจะเลิกโง่ถูกพวกมันปอกลอกเสียที เขานึกว่าพ่อจะอยู่กินกับบุญณิสาแค่ไม่กี่ปีก็เบื่อหน่าย แล้วเฉดหัวออกไปจากบ้านเหมือนผู้หญิงคนอื่น แต่บุญณิสากลับทนทายาด อยู่ที่นี่มาหกปีแล้ว และพ่อก็ยังไม่มีทีท่าจะเบื่อ


บ้าจริง...


พรรษกร หนุ่มน้อยวัยสิบแปด ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตาคนมองแม้เพียงแค่ยืนหันหลังให้ ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเขาล้วนสมบูรณ์แบบ ยากนักจะมีใครรวมเอาคุณสมบัติทุกอย่างมาไว้กับตัวแบบนี้ได้ หล่อ พ่อรวย ขนาดอายุเพียงเท่านี้ก็เนื้อหอมไปทั่วโรงเรียน แม้เขาจะสนใจการเรียนน้อยที่สุด แต่กลับทำคะแนนได้ดีที่สุดเกือบทุกวิชา แต่ศักดินัยกลับต้องกลัดกลุ้มกับลูกชายนอกคอกคนนี้ เพราะพรรษกรชอบหนีเรียนและมีเรื่องชกต่อยจนทางโรงเรียนเชิญตัวผู้ปกครองไปพบปีละหลายครั้ง เขากลัวว่าพรรษกรจะเรียนไม่จบทั้งที่ผลการเรียนดีมาก


ชายหนุ่มมองผ่านหน้าต่าง สายตาจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าระรื่นของกังสดาล เสียงหัวเราะของเจ้าหล่อนดังมาเสียดแทงหัวใจเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เกลียดนัก...พวกหน้าด้าน ไล่อย่างไรก็ไม่ไป


“อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกัน”

พรรษกรเดินกลับมายังตู้เสื้อผ้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกางเกงยีนเสื้อยืดเตรียมจะออกไปข้างนอก เขาคว้ากุญแจช็อปเปอร์บนหัวเตียงมา แต่พอเปิดประตูก็เจอกับเจ้าของวันเกิดยืนถือจานเค้กส่งยิ้มกว้างมาให้ โดยไม่สนหน้าตาบูดบึ้งบ่งบอกว่าไม่อยากรับแขกของเขาเลยสักนิด


“มีอะไร” เขาถามเสียงห้วน ไร้หางเสียง แต่กังสดาลชาชินเสียแล้ว ตั้งแต่เธอกับแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พรรษกรไม่เคยพูดดีด้วยเลยสักครั้งเดียว


“กิ๋วเอาเค้กมาให้ค่ะ” เธอส่งจานเค้กให้ หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นเมื่อเขายื่นมือออกมารับ “พี่พีทเพิ่งกลับจากโรงเรียน น่าจะหิว”


“น่ากินดีนี่”

“พี่พีทกินเยอะๆ นะคะ กิ๋วกับแม่ช่วยกันทำเลยนะคะ”


รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วต้องหุบลง เมื่อเค้กชิ้นที่เธอบรรจงตัดให้สวยที่สุดโปะมาบนหน้า ไม่มีคำพูดใดจากปากคนเย็นชา นอกจากแววตายิ้มเยาะ


เขายัดจานคืนใส่มือแล้วร่างสูงก็เดินผ่านเธอไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กังสดาลหลับตาลง พยายามบังคับน้ำตาไม่ให้ไหล แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังรินไหลลงมาเหมือนทำนบพัง


“พี่พีทใจร้าย...”

เสียงสั่นเครือดังไล่หลังมา แต่คนทำไม่แยแส ไม่แม้แต่จะปรายตากลับไปมองเลยสักนิด กังสดาลยิ่งร้องไห้หนักขึ้น


ไม่ว่าจะกี่ปีพรรษกรก็ไม่เคยเห็นว่าเธอเป็นน้อง ไม่ว่าเธอกับแม่จะเพียรพยายามทำดีสักแค่ไหน เขาก็ไม่ใส่ใจ


กังสดาลจะกลับเข้าห้องตัวเองเพื่อล้างหน้าล้างตาแล้วกลับเข้าไปในงานใหม่ แต่ศักดินัยกับบุญณิสาที่ตามขึ้นมาเพราะเป็นห่วงเดินสวนขึ้นบันไดมาพอดี พอเห็นสภาพของเธอ บุญณิสาก็วิ่งเข้ามากอดลูกเอาไว้อย่างตกใจ


“กิ๋ว”

“เกิดอะไรขึ้นหนูกิ๋ว ไอ้พีททำอะไรอีก” ศักดินัยถาม แม้สภาพเลอะเทอะบนใบหน้าของลูกเลี้ยงจะบอกอะไรได้เป็นอย่างดีก็ตาม


“กิ๋วซุ่มซ่ามเองค่ะ หัวคะมำล้มใส่เค้ก แย่จังเลย ทำยังไงก็ซุ่มซ่ามไม่เคยเปลี่ยน วันเกิดตัวเองแท้ๆ” กังสดาลบอกด้วยเสียงสั่นๆ ฝืนยิ้มทั้งที่ในใจกำลังร้องไห้ บอกเสร็จก็วิ่งกลับเข้าห้อง บุญณิสาขยับจะตามไปแต่ศักดินัยฉวยข้อมือเอาไว้พลางส่ายหน้า


“ปล่อยให้กิ๋วอยู่คนเดียวจะดีกว่านะ”

“แต่...”


“เวลานี้หากเข้าไปก็รังแต่จะทำให้กิ๋วร้องไห้หนักขึ้น”

“ค่ะ” บุญณิสาถอนหายใจ


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกสาวเธอถูกพรรษกรกลั่นแกล้ง ลูกโดนตั้งแต่วันแรกที่เธอย้ายมาอยู่ที่นี่กับศักดินัยด้วยซ้ำ ระยะเวลาหกปีไม่ใช่น้อยเลยที่เธอใช้พิสูจน์ตัวเองกับพรรษกร แต่เขาก็ไม่เคยมองเธอในแง่ดี เธอไม่ยอมให้ศักดินัยจัดงานแต่งงาน ไม่มีการจดทะเบียนสมรส เพราะไม่อยากให้ใครมองว่าเธอต้องการสมบัติของเขา แต่จนแล้วจนรอดลูกเลี้ยงคนนี้ก็ไม่เคยเข้าใจ คิดแต่ว่าเธอแย่งความรักของพ่อไปจากแม่เขา ทั้งที่ความจริงแล้วเธอรักกับศักดินัยมาก่อนแม่เขาเสียด้วยซ้ำ


“ขอโทษแทนพีทด้วยนะ เฮ้อ...” ศักดินัยถอนหายใจ เบื่อเหมือนกันที่ต้องพูดอะไรซ้ำซากแบบนี้มาหกปีเต็ม เขาเองก็หนักใจกับลูกชายคนนี้เหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้พรรษกรยอมรับบุญณิสากับกังสดาล และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ชินแล้วนี่คะ” บุญณิสาหัวเราะ สอดแขนโอบรอบเอวเขาไว้อย่างให้กำลังใจ นาทีถัดมาประตูห้องกังสดาลจึงเปิดออก หญิงสาวกลับมายิ้มสดใสดังเดิม เดินมาคล้องแขนทั้งแม่และบิดาเลี้ยงลงบันไดไปสนุกกับเพื่อนๆ ตามเดิม


“พร้อมแล้วค่ะ ไปสนุกกันต่อดีกว่า”

“แน่ใจนะว่าไหว”


“โธ่...กิ๋วไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยค่ะ แค่ซุ่มซ่ามไปหน่อยเท่านั้น ไปค่ะ ป่านนี้ทุกคนคงสงสัยแล้วว่าเจ้าของบ้านหายไปไหนกันหมด”


ศักดินัยหัวเราะ เดินตามแรงจูงของลูกเลี้ยงสาวออกไป หญิงสาวเอนซบบนไหล่เขา ถึงศักดินัยจะเป็นแค่พ่อเลี้ยง แต่เธอกลับรักและเคารพท่านไม่ต่างจากพ่อแท้ๆ

 

 

กังสดาลรู้สึกว่าวันเวลาสำหรับความสุขของเธอช่างผ่านไปรวดเร็ว หลังวันเกิดคราวนั้นก็ผ่านมาสี่ปีแล้ว แต่ปีนี้เป็นปีที่เธอจะไม่จัดงานวันเกิด เพราะบุญณิสา แม่ของเธอล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย


“แม่...หิวไหมคะ กิ๋วทำซุปมาให้ ร้อนๆ เลยค่ะ”


“แม่ขมในคอ กินอะไรไม่ลงเลยลูก” บุญณิสาส่ายหน้า ดูผ่ายผอมลงไปมากจนกังสดาลใจหาย เธอเข้าครัววันหนึ่งหลายหนเพื่อทำอาหารที่แม่เคยชอบ แต่แม่กลับกินได้แค่คำสองคำ หมอบอกว่าเป็นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดที่แม่เธอได้รับ


“สักนิดนะคะแม่” กังสดาลมองอย่างร้องขอ บุญณิสาจึงฝืนพยักหน้า แต่ซดซุปร้อนๆ ไปได้แค่สองคำก็สำลักจนหน้าแดงก่ำ “แม่!”


ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออกกว้าง ศักดินัยเห็นอย่างนั้นก็รีบวางดอกไม้ลง แล้วตรงเข้ามาประคองบุญณิสาที่ยังคงสำลักไม่หยุด


“กิ๋ว ไปตามหมอมา”

กังสดาลวิ่งออกไปจากห้อง ในขณะที่ศักดินัยลนลานกดออดบนหัวเตียง ทั้งหมอและพยาบาลวิ่งกันให้วุ่นและกันญาติให้ออกมานอกห้อง


หญิงสาวสวมกอดศักดินัยไว้แล้วร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ


“ใจเย็นๆ ก่อนกิ๋ว แม่ต้องไม่เป็นไร”

“กิ๋วกลัว”


หญิงสาวตัวสั่นในอ้อมกอดของศักดินัย แต่เพียงไม่นานหมอก็เปิดประตูออกมา สีหน้าเคร่งเครียด กังสดาลผละจากอ้อมกอดบิดาเลี้ยงถามเสียงสั่น


“แม่เป็นยังไงบ้างคะ”

“เธอขอคุยกับสามีครับ”


ศักดินัยมองหน้ากังสดาลด้วยความหวาดหวั่น บีบมือลูกเลี้ยงไว้แน่น รับรู้ได้ในวินาทีนั้นว่าเวลาของบุญณิสาคงเหลืออีกไม่มาก

 


กังสดาลนั่งมองเค้กสีขาวก้อนใหญ่ตรงหน้าที่เธอบรรจงแต่งหน้าเค้กสุดฝีมือ พร้อมเขียนอักษรลายมือหวัดใต้กลีบกุหลาบสีชมพูอ่อน

 

สุขสันต์วันเกิดพี่พรรษกร ปีที่ 23 และยินดีกับบัณฑิตคนใหม่ด้วยนะคะ

น้องกิ๋ว

 

หญิงสาวถอยออกมาเพื่อมองมันอีกครั้ง แต่สีหน้าเปี่ยมสุขเมื่อครู่นี้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความลังเลไม่แน่ใจ เพราะจำได้ดีถึงรสชาติเค้กที่ค่อยๆ ไหลจากใบหน้ามาเข้าปากเมื่อห้าปีก่อนจากฝีมือของพรรษกร


“เขาจะยอมรับเค้กของเราไหมนะ” หญิงสาวเฝ้าถามตัวเองแล้วถอนหายใจซ้ำๆ อยู่หลายรอบ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นทำเค้กจนกระทั่งเสร็จเป็นรูปร่าง


เธอไม่มีของขวัญอะไรจะให้เขา เพราะพรรษกรจัดเป็นชายหนุ่มหล่อชวนฝันผู้เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง จนเธอไม่รู้จะให้อะไรเขาดีนอกจากเค้กที่ทำออกมาด้วยใจก้อนนี้


หญิงสาวมองเค้กเศร้าๆ ทุกปีเมื่อถึงวันเกิดใครในบ้าน เธอกับแม่จะช่วยกันทำเค้ก แต่ปีนี้คงไม่มีอีกแล้ว เพราะแม่ได้จากเธอไปเมื่อปีที่แล้ว หลังเธอเรียนจบมัธยมปลายแค่เดือนเดียวด้วยโรคมะเร็งกระดูก แม้ไม่มีแม่แล้วแต่ศักดินัยก็ยังใจดีให้เธออยู่ที่บ้านพรมพิทักษ์ต่อ และยังส่งเสียให้เธอเรียนมหาวิทยาลัยเท่าที่ใจอยากเรียน ส่วนพรรษกรนั้นเพิ่งเรียนจบเป็นบัณฑิตหมาดๆ เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

 







โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

ลินิน
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'ตราบา...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด