Lovemates เพื่อนรักเพื่อนร้าย สุดท้ายเป็นเธอ
นักเขียน : อวิกา

อ่านการ์ตูน



ตอนที่ 1



รถยุโรปเปิดประทุนสีเงินเงาวับวิ่งซอกแซกไปมาตามถนนคล้ายจะเรียกให้ทุกสายตาจับจ้องแค่เพียงบั้นท้ายงามงอนของมันเพียงจุดเดียว ชายหนุ่มหลายคนมองดูมันตาเป็นประกายเมื่อได้มีโอกาสติดไฟแดงข้างๆ กัน ในใจของพวกเขาอิจฉาเจ้าของเสียเหลือเกิน คงจะดีไม่น้อยหากพวกเขามีไว้ครอบครองให้สาวๆ มองจนเหลียวหลังสักคัน


แต่ทว่าเจ้าของผู้เป็นนักซิ่งตีนผีนี้กลับเป็นหญิงสาวร่างสูงชะลูดหุ่นดีแบบคนรักสุขภาพ แทนที่จะเป็นชายหนุ่มสุดเท่ เธอเป็นเจ้าของใบหน้าคมขำแบบสาวไทยแท้ แต่กลับมีนัยน์ตาสีเฮเซลนัทเเบบฉบับคนตะวันตก ผสมผสานกับผิวขาวใสแบบชาวจีน ริมฝีปากของเธออวบอิ่มและถูกแต่งเเต้มด้วยสีเชอร์รี่ที่แสนเย้ายวนตา แต่ก็คงไม่มีส่วนไหนที่น่ามองมากกว่าทรวดทรงหุ่นนาฬิกาทราย ความเป็นลูกครึ่งอเมริกันขับเน้นให้สัดส่วนของเธอดูใหญ่โตเกินหน้าสาวชาวไทยชัดเจน


เธอปล่อยพวงมาลัยเมื่อต้องติดอยู่ที่ไฟแดง ดวงตาสวยช้อนมองดูตัวเลขถอยหลังของสัญญาณไฟจราจรแล้วเธอก็พบว่ามันมากพอที่จะโทรหาคนรัก มือเล็กหยิบเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่ที่สวมทับด้วยเคสที่ใหญ่กว่าจนแทบจะถือได้ไม่เต็มมือ ถึงมันจะดูลำบากในการใช้งานที่สุด แต่เธอก็ยอมเพื่อแลกกับความสวยงามที่เธอได้มา


“Hello, darling”


เสียงหวานใสที่ค่อนไปทางแหลมหน่อยๆ ขัดกับบุคลิกสวยหรูเสียจริง


“ว่าไงครับเจ้าหญิงลินเดีย”


ปลายสายเย้าแหย่ด้วยคำหวาน ทำเอาคนฟังยิ้มแก้มปริ เธอชอบที่สุดเวลาที่มีคนมาเรียกเธอว่าเจ้าหญิงแบบนี้


“ฮ่าๆ ชอบจังพี่ชาญ เรียกอีกทีได้ปะ”


เธอออดอ้อน


“ได้สิครับเจ้าหญิง ว่าแต่เจ้าหญิงโทรมานี่...คิดถึงพี่ใช่ไหม”


เจ้าของชื่อ ‘ชาญ’ หยอดคนรักกลับด้วยถ้อยคำเสนาะหูอีกเช่นเคย เขารู้ดีเสมอว่า ‘ลินเดีย’ คนรักที่คบกันมากว่าสองปีนี้ต้องการฟังคำว่าอะไร


“คิดถึงไหม...ไม่บอก แต่ตอนนี้เดียมีเรื่องอยากจะขอพี่ชาญนิดนึง”


“ว่ามาเลยครับ เร็วหน่อยนะเดี๋ยวพี่ต้องไปประชุมต่อ”


เขาเร่งรัด


“คือว่าคืนนี้เดียขอไปงานเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนนะ”


“ให้พี่ไปด้วยไหม”


“โนๆ ไม่ต้องเลย เดียจะไปสังสรรค์กับเพื่อนหน่อย ขืนพี่ชาญมา เดียหมดสนุกตายเลย”


เธอพูดติดตลก ความจริงแล้วเธอติดชาญอย่างกับปาท่องโก๋ แต่ครั้งนี้หญิงสาวอยากจะมีเวลาให้เพื่อนเก่าแบบเต็มที่จริงๆ เพราะบางคนก็แทบไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่จบม.ปลายมา ถ้าหากว่าพ่วงแฟนมาด้วยจะพูดจาหรือนินทาคนรักเก่ามันก็คงจะไม่คล่องปากสักเท่าไหร่


“แล้วเดียจะกลับยังไง”


“เดี๋ยวเดียกลับกับเพื่อนได้ พี่ชาญไม่ต้องเป็นห่วงนะ”


“เอ้าๆ ตามใจ อย่าให้ดึกนักล่ะ”


เขาพ่ายแพ้ต่อลูกอ้อนของเธอในที่สุด หนำซ้ำที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าลินเดียจะเที่ยวหนัก แต่เธอก็ไม่เคยเมาหัวราน้ำจนไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่นทำให้คนรักอย่างชาญไว้ใจให้เธอไปไหนมาไหนคนเดียวโดยตลอด และหากให้เขาไปด้วยจริงๆ ชายหนุ่มก็ไม่ยักจะรู้สึกสนุกสนานหรืออินกับบรรยากาศสักเท่าไหร่ เพราะเขาไม่ได้หลงใหลในแสงสียามค่ำคืนเหมือนเธอคนนี้


“เย้ น่ารักสุดๆ เลยค่ะ แค่นี้ก่อนนะพี่ชาญ เดียขับรถแล้ว”


เธอตัดสายในจังหวะที่ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวพอดิบพอดี หญิงสาวหักเลี้ยวขวาเสียงดังลั่นถนน คล้ายกับจะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่เพิ่งแต่งใหม่มาหมาดๆ


ลินเดียตัดสินใจปิดประทุนรถในที่สุดหลังจากที่เธอเปิดไปได้เพียงไม่กี่นาที เธอรู้สึกว่าภูมิทัศน์และควันพิษในกรุงเทพฯ นี้ช่างไม่เอื้อกับการขับรถเล่นกินลมชมวิวเอาเสียเลย หนำซ้ำยังทำให้ผมสีช็อกโกแลตที่เธอเพิ่งทำมาใหม่เสียทรงอีกต่างหาก


เธอเปิดเพลงสากลยุค 70’s ฟังไปพลางพร้อมกับฮัมคลอตามไปด้วย หญิงสาวชอบฟังเพลงเก่าๆ แบบนี้มาตั้งแต่สมัยมัธยมและก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยน ถึงแม้ว่าเธอจะชอบไปวาดลวดลายในเพลงบีทมันๆ มากแค่ไหน แต่หากจะขับรถให้ได้บรรยากาศแล้วละก็ สำหรับลินเดียก็ต้องเป็นเพลงสไตล์โอลดี้เท่านั้น


รถยุโรปคันงามเลี้ยวเข้าไปในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังที่ห่างไกลจนแทบจะหลุดขอบกรุงเทพฯ เธอไม่ได้เรียนที่นี่ หากแต่เธอกลับคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี มือเล็กตีไฟเลี้ยวซ้ายเข้าไปในตึกของคณะรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นคณะที่มีชื่อเสียงที่สุดคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก่อนที่เธอจะมองหาที่จอดรถที่ใกล้กับห้องพักอาจารย์ให้มากที่สุด


ประตูรถยนต์คันโก้เปิดออกหลังจากที่เธอจอดรถเรียบร้อยแล้ว แต่เป็นการจอดชนิดที่ว่าเด็กประถมเห็นก็รู้ว่ามันเบี้ยวไปทางซ้ายจนแทบจะสะกิดกับกระโปรงหลังของคันข้างๆ แต่กระนั้นลินเดียก็ไม่ได้สนใจอะไร เจ้าของเรียวขายาวสวยบนส้นสูงขนาดสามนิ้วเดินก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องพักอาจารย์ภาควิชาการปกครอง เธอเคาะประตูสองสามทีก่อนที่จะเปิดมันออกโดยไม่รอให้คนข้างในอนุญาต


“ให้เวลาสี่นาที ถ้านายไม่เสร็จฉันจะไม่รอ”


ร่างแบบบางกอดอกมองเข้าไปในห้องพักอาจารย์สีน้ำตาลไม้เก่าๆ ที่ดูอย่างไรก็ไม่ต่างกับห้องพักอาจารย์ภาษาไทยในโรงเรียนมัธยม ตอนนี้เป็นเวลาเกือบๆ จะหกโมงเย็นแล้ว ทำให้ในภาควิชาไม่มีใครอื่นนอกจากคนที่เธอรู้จักดีที่สุด หญิงสาวถึงได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาได้เต็มที่และไม่ต้องกลัวว่าจะไปเสียมารยาทใส่บรรดาอาจารย์ด็อกเตอร์ทั้งหลายที่เธอไม่มีวันจะเข้าถึงพวกเขาได้เลย


“ทำไมต้องสี่นาที”


คนในห้องเลิกคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ ปกติคนทั่วไปมักจะบอกว่าสามนาทีหรือไม่ก็ห้านาทีกันทั้งนั้น


ลินเดียปรายตามองไปยังเจ้าของเสียงที่กำลังนั่งจัดเก็บเอกสารกองโตบนโต๊ะของเขาที่มีป้ายชื่อไม้สลักเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า ‘อาจารย์ชนินทร์ ปิ่นพฤกษา’ และเมื่อเห็นคำนำหน้าของเขาทีไร เธอก็อดหมั่นไส้ปนภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้สักที


“เพราะว่าห้านาทีมันมากเกินไป และฉันรู้ว่านายไม่ชอบเลขสาม”


เธอไหวไหล่น้อยๆ ร่างบางถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องของเขาเเละคว้าเอาเสื้อสูทที่พาดอยู่บนพนักพิงขึ้นมาถือเอาไว้


“รู้ดีตลอดเลยนะหรั่ง”


ชนินทร์ส่ายหน้าให้กับความพิลึกของเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมที่เขาเผลอหลวมตัวคบด้วยจนลากยาวมาเป็นสิบปี แต่หากจะใช้คำว่าหลวมตัวนั้น อาจารย์หนุ่มก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะมันก็เป็นเขาเองที่เต็มใจหลวมตัวปล่อยให้เพื่อนประหลาดๆ คนนี้เข้ามาวุ่นวายในชีวิต


“แล้วนี่นายจะใส่สูทตัวนี้ไปเหรอ”


เธอถามพลางชูเสื้อสูทสุดทางการในมือขึ้นและขมวดคิ้ว ถ้าหากเพื่อนรักของเธอตอบว่าใช่ขึ้นมา เธอสาบานเลยว่าจะไม่มีทางปล่อยให้เขาใส่มันแน่ๆ เพราะว่ามันทั้งเฉิ่มและเชย ดูยังไงก็เนิร์ดเกินไปสำหรับงานสังสรรค์แบบนั้น


“ใช่สิ ทำไมล่ะ”


อาจารย์หนุ่มตอบก่อนที่จะพยายามดึงเสื้อจากมือเพื่อนสนิทออกมา แต่แทนที่เธอจะคืนให้เขา หญิงสาวกลับกำมันแน่นยิ่งกว่าเดิม เธอกอดมันอย่างตั้งใจจะให้ยับยู่ยี่เพื่อที่เพื่อนของเธอคนนี้จะได้ไม่กล้าใส่มันออกไปด้านนอก


“เฮ้ย ยับหมดแล้วไอ้บ้า ฉันต้องใส่ต่ออีกหลายวันนะ”


เขาเอ่ยพลางพ่นลมหายใจออกมาจากจมูกโด่งและผลักศีรษะของหญิงสาวเต็มแรงเหมือนกับสมัยก่อนที่มักจะเล่นกันแบบนี้เสมอ ถึงแม้ว่าลินเดียจะสูง แต่แน่นอนว่าชนินทร์ก็จัดเป็นผู้ชายที่สูงมากเช่นกัน เขาสามารถเล่นศีรษะเธอได้อย่างสบายถึงแม้ว่าเธอจะสวมส้นสูงจนเกือบจะตัวเท่ากับเขาก็ตามที


“ไอ้หัวเกรียนว้อย บอกกี่ทีแล้วว่าอย่าเล่นหัว ฉันไปดัดลอนไฟฟ้ามาเมื่อเช้าหมดไปตั้งแปดพันห้า นายผลักทีเหลือลอนละแปดสิบเลยมั้งเนี่ย”


เธอบ่นอุบอิบและมองค้อนเพื่อนรักหวังจะให้เขารู้สึกผิด แต่แน่นอนว่าชนินทร์ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับสิ่งที่เธอพูดเลย แปดพันห้าที่เธอว่านั้นเขาสามารถเอาไปทำอะไรได้ตั้งหลายอย่างที่ไม่ใช่ทำให้ผมงอมากขึ้นสามองศาอย่างที่เธอทำ และที่สำคัญ เขาก็ไม่เห็นว่ามันจะสวยหรือดูดีขึ้นตรงไหน ลินเดียก็ยังเป็นยัยฝรั่งขี้นกสำหรับเขาเหมือนเดิมวันยังค่ำ


“เกรียนบ้าอะไร แหกตาดูดิ หัวฉันดำปี๋ขนาดนี้แล้ว เรียกตั้งแต่เรียนรด.ยันทุกวันนี้ ประสาท”


คนตัวสูงว่าเธอด้วยใบหน้านิ่งๆ แต่นั่นก็ทำให้ลินเดียเจ็บจึ้กได้เสมอ เธอมักจะตกเป็นขี้ปากคนนินทาโดยตลอดตั้งแต่สมัยเรียน แต่หญิงสาวก็ไม่เคยเดือดร้อน ต้องขอบคุณเขาที่สรรหาคำมาว่าเธอทุกวี่วันจนทำให้เธอมีภูมิคุ้มกันคำนินทาของคนอื่น


“โอ๊ย! ไม่เถียงกับนายแล้วโว้ย เอาเป็นว่าสูทตัวนี้ฉันไม่ให้ใส่”


เธอโยนมันลงบนเก้าอี้ของเขา ก่อนที่จะเดินเข้าไปประชิดร่างหนาของเพื่อนหนุ่มและจัดการปลดกระดุมสองเม็ดบนของเสื้อเชิ้ตสีดำออก พร้อมกับดึงเอาชายเสื้อที่จัดเรียบร้อยเกินไปให้ออกมาข้างนอก มือเล็กทั้งสองประคองใบหน้าของชนินทร์เอาไว้และจับบิดไปมาเพื่อเช็กความหล่อให้เพื่อนรัก


“หน้าตาก็ดี ไม่รู้จักทำตัวให้มันดีๆ ซะบ้างเลยนะยิ้ม”


‘ยิ้ม’ คือชื่อเล่นของพ่อหนุ่มหน้าไม่เคยยิ้มคนนี้


“แบบไหนเรียกทำตัวดี แบบเธอเหรอ?”


เขาย้อน สีหน้าที่ไม่เห็นด้วยของชายหนุ่มอธิบายความในใจทุกอย่างและสามารถอ่านได้อย่างชัดเจนว่าหากแบบที่ลินเดียเป็นเรียกว่าดี เขาขอเป็นแบบเดิมตลอดชีวิตดีกว่า


“ไม่เถียงกันห้านาทีจะตายไหม”


“เออ”


คนตัวสูงยิ้มมุมปาก แต่มันก็บางมากเสียจนแทบจะสังเกตไม่เห็น เขาเดินนำเธอออกไปที่รถก่อนจะต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นว่าเธอจอดรถได้ไม่มีอารยธรรมเอาเสียเลย เรื่องถอยรถเข้าซองนี้เขาสอนให้เธอตั้งแต่ตอนเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ จนตอนนี้เขาเป็นอาจารย์แล้ว เธอก็ยังไม่เคยดีขึ้นเลยสักครั้งจนชนินทร์ขี้คร้านจะต่อว่าแล้ว


ลินเดียโยนกุญแจรถให้ชนินทร์เหมือนทุกๆ ครั้งที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน หญิงสาวชอบขับรถก็จริง แต่เธอรู้สึกปลอดภัยกว่าเป็นกองหากมีคนขับรถเป็นเพื่อนผู้รู้ใจคนนี้


“ไม่รู้โรงเรียนเป็นไงบ้างนะ ไม่ได้ไปนานแล้ว”


คนนั่งหลังพวงมาลัยเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา เขาเเละเธอรู้จักสนิทสนมกันมานานมากพอที่จะไม่สนใจขอบเขตของคำว่าเพศ บ่อยครั้งที่ชนินทร์และลินเดียถูกเข้าใจผิดว่ามีสถานะเกินกว่าคำว่าเพื่อน แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะอธิบายให้คนพวกนั้นเข้าใจ เพราะมันไม่สำคัญสักนิดว่าคนอื่นจะมองความสัมพันธ์ของเขาและเธออย่างไร ตราบใดที่ทั้งสองรู้อยู่แก่ใจดี


“ก็เป็นโรงเรียนอะดิ คงไม่เป็นโรงแรมหรอก”


คนถูกถามตอบยียวน เธอหยิบลูกอมขึ้นมาจากกระเป๋าและโยนใส่ปากอย่างนั้น ลินเดียไม่สามารถทำตัวเเบบนี้กับใครได้นอกจากชนินทร์ เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่รู้จักเธอในทุกๆ ด้าน และแน่นอนว่าแม้แต่คนรักอย่างชาญ ลินเดียก็ไม่คิดที่จะแสดงกิริยาเป็นกันเองขนาดนี้ให้เขาเห็น เธอกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นคนดูไม่ดีในสายตาของคนรัก


“ขอบคุณครับที่ตอบ เป็นประโยชน์อย่างหาที่สุดไม่ได้จริงๆ”


เขาประชดประชัน ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยที่ชนินทร์สอนประจำอยู่นี้ห่างจากโรงเรียนเก่าของคนทั้งสองพอสมควร แต่ลินเดียก็ยังเลือกที่จะมารับเพื่อนคนนี้ก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังที่ที่เธอคิดถึง ซึ่งชนินทร์เองก็ได้บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าให้เธอล่วงหน้าไปก่อน แต่อย่างไรหญิงสาวก็ยังยืนยันที่จะให้เขาไปพร้อมกันกับเธอ เพราะในใจนั้นรู้สึกว่าหากกลับโรงเรียนเก่าไปโดยไม่มีเพื่อนข้างกาย ความรู้สึกเก่าๆ มันก็คงจะไม่ถูกเติมเต็ม


“ผึ้งมาไหมวันนี้”


ลินเดียหันไปถาม


“เออ ใช่ ยังไม่ได้โทรชวนเลย”


คนตัวสูงนึกขึ้นมาได้ เขาล้วงเอาโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงส่งให้คนถาม โดยที่ลินเดียก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งที่เธอจะต้องทำคือกดโทรศัพท์หา ‘วิภาวี’ อีกหนึ่งเพื่อนร่วมรุ่นที่เธอไม่ได้สนิทสนมอะไรมากนัก


ตู๊ด


ลินเดียกดเปิดลำโพงและยื่นโทรศัพท์มือถือเข้าไปใกล้ใบหน้าหล่อของเพื่อนตัวเอง ถูกต้องแล้ว เธอยอมรับมาตลอดว่าเพื่อนของเธอคนนี้ดูดีที่สุดถ้าเทียบกับเพื่อนในรุ่นเดียวกันและผู้ชายหลายๆ คน เขามักมีผู้หญิงมาติดพันตั้งแต่ม.สี่ทั้งๆ ที่เป็นนักเรียนใหม่ของโรงเรียน และยิ่งป็อปปูลาร์หนักกว่าเดิมเมื่อเขาแข่งบาสเกตบอลตอนกีฬาสี ผลการเรียนก็ดีเด่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร


แต่ชนินทร์มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือเขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะขวานผ่าซาก หลายครั้งที่น้องๆ ม.ต้นต้องอกหักแถมยังเจ็บปวดกับคำพูดที่ไม่เคยเกลาก่อนเลยของเขา


จะมีก็เพียงวิภาวีคนเดียวละมั้งที่ชนะใจเขาได้


“ฮัลโหลน้ำผึ้ง เราเองนะ”


โทนเสียงของอาจารย์หนุ่มเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาพูดกับวิภาวี ทำเอาลินเดียเบ้ปากออกมา ทีพูดกับเธอนะมีแต่เสียงเเข็ง หนักเข้าก็ทำร้ายร่างกายอีกต่างหาก


“อืม มีอะไรยิ้ม รีบๆ ว่ามาเลย เรากำลังยุ่ง”


“ยุ่งอยู่เหรอ นี่จะทุ่มแล้วนะ กินข้าวหรือยัง”


“แล้ว”


ลินเดียที่ฟังอยู่ด้วยเผลอขมวดคิ้วให้กับคำพูดที่แสนห้วนของวิภาวี ถ้าเธอจำไม่ผิด วิภาวีเป็นคนออกตัวจีบชนินทร์ก่อนตั้งแต่ตอนม.ห้าแล้วด้วยซ้ำ แต่ทำไมตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเพื่อนของเธอต้องเป็นคนง้อเสียอย่างนั้น


“อ๋อ โอเค...ผึ้ง วันนี้ผึ้งไปงานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนไหม เราไปรับได้นะ”


“ไม่ว่างนะยิ้ม ค่อยคุยกันวันหลัง”


ว่าจบปลายสายก็ตัดบทสนทนาและวางสายไป ชนินทร์ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาจากบทสนทนาที่แสนสั้นห้วนของอีกฝ่าย สิ่งที่เขาทำก็เพียงแค่เก็บโทรศัพท์มือถือกลับไปที่เดิมก็เท่านั้น


แต่คนที่เดือดร้อนกลับกลายเป็นลินเดีย


“เฮ้ย คบกันประสาอะไรเนี่ย ทำไมมันพูดกับนายแบบนี้อะ”


จากที่นั่งเอกเขนกอมลูกอมสบายใจเฉิบ ลินเดียต้องเปลี่ยนกลับมานั่งตัวตรงและหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างคาดคั้น แต่ชนินทร์ก็ไม่ได้ดูเดือดร้อนอะไร เขาก็แค่ขับรถตามทางต่อไป


“ไม่ได้คบกัน แค่คุยๆ กันอยู่”


ชายหนุ่มปฏิเสธ แต่จริงๆ แล้วในใจก็แอบรู้สึกไม่ดีเช่นกัน เขาและวิภาวีรู้จักกันมานานพอๆ กับลินเดีย หากแต่เธอเรียนอยู่ห้องสายศิลป์คำนวนทำให้ไม่ได้เจอกันบ่อยนัก และมารู้จักกันได้จริงๆ ก็ตอนที่ทำกีฬาสีร่วมกัน วิภาวีเป็นคนเริ่มเข้ามาพูดคุยกับเขาก่อนตั้งแต่วันนั้น ซึ่งชนินทร์ก็เห็นเธอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง จนกระทั่งได้กลับมาเจอกันในงานเลี้ยงรุ่นปีที่แล้วและเริ่มพูดคุยกับเธอในฐานะอื่น แต่พอเห็นว่าเขามีใจ วิภาวีก็เริ่มไม่สนใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ


“คุยบ้าอะไรนักหนา อายุอานามยี่สิบเจ็ดเข้าไปแล้วนะยะ ควรจะคิดเรื่องครอบครัวได้แล้วไหม”


ลินเดียอารมณ์ขึ้น และพอรู้ว่าทั้งสองไม่ได้คบกันเธอก็ยิ่งฉุนหนัก


“ช่างเถอะน่า”


“นายเคยขอเขาคบรึยัง”


“ยัง”


“เคยชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดแบบค้างแรมด้วยกันบ้างไหม”


“ไม่เคย”


“เคยชวนไปหาแม่บ้างรึเปล่า”


“เหอะ”


ชนินทร์โกหกทุกคำตอบ เขาทำแล้วทุกอย่างที่เธอว่า แต่วิภาวีก็ปฏิเสธอยู่ร่ำไป เขาไม่ใจแข็งมากพอที่จะคุยกับวิภาวีซึ่งๆ หน้าเรื่องความสัมพันธ์สักที อย่าว่าแต่หาเวลาคุยเลย แค่เวลามาเจอกันวิภาวียังแทบจะให้เขาไม่ได้ อีกอย่างตอนนี้เธอกำลังง่วนอยู่กับการทำวิทยานิพนธ์จบปริญญาโทอยู่ด้วย ชนินทร์จึงไม่อยากไปวุ่นวายให้เธอรำคาญใจมากกว่านี้


“เลิกชัวร์”


“นั่นปากเหรอ”


คนตัวสูงสวนทันควันเมื่อเธอเอ่ยคำอัปมงคลนั้นออกมา ถ้าหากมือว่างเขาคงจะถวายฝ่ามือลงศีรษะเธออีกสักที ข้อหาพูดจาไม่เข้าหู


“อะไรเล่า คนรักกันเขาไม่เป็นอย่างนี้หรอก ดูอย่างฉันกับพี่ชาญสิ รักกันจริง ไม่เหมือนของนาย รักนะแต่ไม่แสดงออก หรือไม่รักแล้วแสดงออกก็ไม่รู้”


เธอแขวะ ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็เผลอเบะปากใส่ยัยตัวแสบอย่างจงใจ เขารู้จักพี่ชาญอะไรนี่ของเธอดี ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้คุยกันนัก เพราะว่าลินเดียเล่าให้ฟังทุกเม็ดตั้งแต่เริ่มจีบกันจนรักกัน ไปเที่ยวด้วยกัน หรือแม้กระทั่งจูบแรกที่เธอมอบให้เขา ชนินทร์ก็ยังรู้เรื่องทุกฉากทุกตอน


“เฮ้ย นายดูดิ โรงเรียนประดับไฟด้วยอะ สวยชะมัดเลย”


ลินเดียเปลี่ยนเรื่องเมื่อชนินทร์ขับรถพาเธอมาจนใกล้ถึงโรงเรียนเก่า หญิงสาวชี้ไม้ชี้มือให้เขามองตามด้วยความตื่นเต้น งานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้เป็นงานเลี้ยงใหญ่ประจำปีของเด็กโรงเรียนพัฒน์พิทยา ศิษย์เก่ามากหน้าหลายตาจะกลับมาเจอกัน รวมถึงอาจารย์หลายๆ ท่านด้วย ลินเดียชอบงานสังสรรค์ และเธอจะชอบมากขึ้นไปอีกหากได้เจอกับเพื่อนๆ ที่เธอคิดถึง


ชนินทร์ไม่ได้สนใจบรรดาไฟที่ประดับประดา แต่สิ่งที่เขาสนใจคือท่าทางที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยของคนข้างๆ มากกว่า ลินเดียตื่นเต้นง่าย และเธอก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ที่เขาและเธอเจอกันครั้งแรก ตอนที่เขาเป็นเพียงนักเรียนใหม่คนหนึ่ง...



โปรดติดตามตอนต่อไป

เลื่อนขึ้นข้างบน เลื่อนลงข้างล่าง

คอนเทนต์ทุกเรื่องสามารถอ่านผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือได้ทั้งหมด

รายการตอน

แนะนำนักเขียน

อวิกา
" "

เขียนคอมเมนต์คอมเมนต์ทั้งหมด (0)

0จำนวนตัวอักษรตอนนี้ / ตัวอักษรทั้งหมด 400 ตัวอักษร

หัวข้อรายการคอมเมนต์

เรียงตามอันดับการแนะนำ

เรียงตามอันดับการอัพเดท

'Lovem...' ถ้าเป็นแฟนตัวจริง ห้ามพลาด